วีแชต ส่ง WeChat 5.3.1 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ช่วยเลิกส่งข้อความเผลอส่ง ส่งพลาด กลับมาได้


Recall_1Recall_2

เมื่ออยู่ในอารมณ์รีบๆ และเผลอส่งข้อความที่ไม่ได้ตั้งใจจะส่งออกไป วันนี้ WeChat ช่วยได้! ด้วยเวอร์ชั่นใหม่ 5.3.1 สำหรับ Android และ iOS มีฟีเจอร์ใหม่ที่จะสามารถเลิกส่งข้อความที่เพิ่งส่งไปไม่เกิน 2 นาทีกลับมาได้ ง่ายๆ เพียงแค่กดค้างบนข้อความที่ส่งออกไป และเลือก “เลิกส่ง” เพียงเท่านี้ ข้อความก็จะหายวับไปในพริบตาเหมือนไม่เคยส่งออกมาเลย

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่เพียงฟีเจอร์เดียวที่ WeChat นำเสนอเพื่อสร้างประสบการณ์การสนทนาผ่านโลกโซเชียลอันยอดเยี่ยม วันนี้สามารถพูดคุย หรือแบ่งปันประสบการณ์สนุกๆ กับเพื่อนได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยฟีเจอร์เจ๋งๆ เหล่านี้

  • ติดแท็กชื่อผู้ติดต่อ: ติดแท็กด้วยคำสำคัญที่จะช่วยการค้นหารายชื่อผู้ติดต่อของเราให้ง่ายขึ้น เช่น “เพื่อนร่วมงาน” “ญาติสนิท” หรือ “เพื่อนสนิท” แล้วการค้นหาชื่อคนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ไปในทันที โดยเฉพาะเวลาค้นหาในการแชทแบบกลุ่ม วิธีติดแท็ก คือ เข้าเมนู “ผู้ติดต่อ” และเลือกชื่อผู้ติดต่อ กดไปที่การตั้งค่าด้านบน และกด “แก้ไขข้อมูลผู้ติดต่อและตั้งค่าแท็ก” และใส่คำที่จะติด “แท็ก” เข้าไป
  • บันทึกข้อความสุดโปรดรวมกันในที่เดียว: บันทึกข้อความโปรดเข้าไปจัดเก็บอยู่ในที่เดียวกัน จากนี้ไปก็จะหาข้อความได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเข้าไปหาแยกกันตามข้อความของแต่ละบุคคล วิธีใช้งานฟีเจอร์นี้ คือ กดค้างยาวบนข้อความที่ต้องการจะบันทึก และเลือก “อื่นๆ” เลือกข้อความอื่นๆ กดเลือกไอคอน “ข้อความโปรด” เพื่อบันทึก

เวอร์ชั่นอัพเกรดไม่ได้มีแค่ฟีเจอร์ที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น WeChat 5.3.1 สำหรับ Android และ iOS ยังหน้าตาสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น โดยสามารถสไลด์เลือกไปมาในการใช้งานฟีเจอร์สุดโปรดและใช้แท็บค้นหาข้อมูลได้ง่ายๆ และเมื่อเชื่อมต่อกับ Wi-Fi รูปจะได้รับการดาวน์โหลดอัตโนมัติทันที บอกลากันได้เลยสำหรับการกดปุ่มดาวน์โหลดรูปภาพแบบเดิมๆ

ยิ่งฟีเจอร์มาก ยิ่งสนุกมาก ยิ่งเจอเพื่อนสังสรรค์บนโลกโซเชียลได้มากขึ้นบน WeChat มาอัพเกรดกันได้เลยที่ WeChat 5.3.1 for Android หรือ WeChat 5.3.1 for iOS

ไอสตูดิโอ บาย คอปเปอร์ไวด์ ลดกระหน่ำโล๊ะ Macbook Pro Retina


mac

รายงานข่าวจากไอสตูดิโอ บาย คอปเปอร์ไวด์  (iStudio by copperwired) ระบุว่าได้จัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ Macbook Pro Retina  (EOL:สินค้ารุ่นก่อนรุ่นใหม่ล่าสุด)   ประกอบด้วย รุ่น  ME864TH/A MacBook Pro 13.3/2.4GHZ/4GB/128GB Flash  จำหน่ายราคา  39,900 บาท (รวม VAT)  จากเดิม 43,900  บาท , รุ่น ME865TH/A MacBook Pro 13.3/2.4GHZ/8GB/256GB Flash   จำหน่ายราคา  47,900 บาท  (รวม Vat)   จากเดิมราคา 49,900 บาท    ,  รุ่น ME866TH/A MacBook Pro 13.3/2.6GHZ/8GB/512GB Flash  จำหน่ายราคา  57,900 บาท(รวม Vat)  จากเดิมราคา 59,900 บาท   , ME293TH/A MacBook Pro 15.4/2.0GHZ/8GB/256GB Flash จำหน่ายราคา 59,900 บาท (  รวม Vat)  จากเดิมราคา 66,900  บาท   และรุ่น ME294TH/A MacBook Pro 15.4/2.3GHZ/32GB/512GB Flash  ราคาจำหน่าย 82,900 ( รวม Vat)   จากเดิมราคา 86,900   บาท

CAT จัดโครงการประกวดแอพพลิเคชั่น “CAT Apps Awards 2014”


7poster-APP-final-QRCode

CAT จับมือ สกอ. และ ยูนิเนท ผุด CSR สร้างนวัตกรรมพัฒนาไอที ผ่านกิจกรรม CAT สร้างสรรค์ร่วมพัฒนาไอที ปี 2557 จัดโครงการประกวดแอพพลิเคชั่น “CAT Apps Awards 2014” ชิงรางวัลกว่า 610,000 บาท  เจาะกลุ่มนักศึษา คณาจารย์ระดับอุดมศึกษา หวังมุ่งใช้ศักยภาพสื่อสารโทรคมนาคมของบุคลากร เพิ่มมูลค่าโครงข่ายพัฒนา Application และ Content ต่อยอดเชิงธุรกิจและใช้ได้จริง

นายกิตติพงษ์ เมฆวิจิตรแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดโครงการประกวดแอพพลิเคชั่น “CAT Apps Awards 2014”  ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจากบันทึกความร่วมมือเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศเพื่อการศึกษาและวิจัยระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของงานบริหารความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ภายใต้กิจกรรม CAT สร้างสรรค์ร่วมพัฒนาไอที ประจำปี 2557 ด้วย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศด้านการศึกษาและวิจัย และส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของ สกอ.ได้สร้างสรรค์ผลงานแอพพลิเคชั่น และนำผลงานมาใช้งานหรือพัฒนาในเชิงธุรกิจได้จริงของ CAT และเกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนต่อไป

ปัจจุบัน CAT ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาศักยภาพในการคิดค้นนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ทั้งจากภายในหน่วยงานและจากภายนอกหน่วยงาน  ทั้งนี้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในกระบวนการธุรกิจขององค์กรและต่อยอดสร้างประโยชน์แก่สังคมและชุมชน และยังเป็นการพัฒนาบุคลากรและองค์กรไปพร้อมๆ กัน ตลอดจนเป็นการคืนกำไรให้กับสังคมอีกด้วย

นอกจากนี้ CAT ได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การดำเนินงานเพื่อสังคม ระหว่างปี พ.ศ.2557-2560     ที่มุ่งใช้ศักยภาพสื่อสารโทรคมนาคมของบุคลากรและองค์กรเพื่อเพิ่มมูลค่าโครงข่ายพัฒนา Application และ Content เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป อนึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ที่1 และยุทธศาสตร์ที่ 2      ที่เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้าง “คุณค่าร่วม” ด้วยการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่า Integrating Community into Value Chain โดยมีเป้าหมายสร้างประโยชน์แก่สังคมและชุมชนเป้าหมาย จนมีศักยภาพสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการธุรกิจทั้งในพื้นที่ให้บริการในปัจจุบันและอนาคต เช่น ผนึกพลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จัดกิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับชุมชน

“ในช่วงที่ผ่านมา CAT ให้ความสำคัญด้านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2549 และมีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่ามีความสำคัญและเป็นหัวใจหลักขององค์กร การดำเนินกิจกรรม CSR ที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นศักยภาพด้านเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นวิจัยพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ต่อยอดธุรกิจขององค์กรเป็นประโยชน์ต่อสังคม และถือเป็นการสร้างพันธมิตรในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมระหว่างองค์กรต่อไปอีกด้วย” นายกิตติพงษ์ กล่าว

ผศ. วิชาญ เลิศวิภาตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะผู้ร่วมสนับสนุนโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สกอ.ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการมีส่วนสนับสนุนโครงการร่วมกับ CAT จัดโครงการประกวดแอพพลิเคชั่น “CAT Apps Awards 2014” ถือเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่จะส่งเสริมให้นิสิต/นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานแอพพลิเคชั่น ตลอดจนได้พัฒนาคุณภาพและฝีมือในการพัฒนาอะไรใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์พัฒนาประเทศ ซึ่งต่อไปแนวโน้มการพัฒนาไอทีซีจะต้องใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วยเสริม และแอพพลิเคชั่นจะเป็นสิ่งจำเป็นของการพัฒนาองค์กรในเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์การทำงาน การดำเนินชีวิตของคนยุคดิจิตอลในอนาคต ซึ่งตอบสนองกับบทบาทและวิสัยทัศน์ของ สกอ. ที่เน้นสนับสนุนกิจกรรม CSR ของระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศในหลายๆ รูปแบบ ทั้งการให้ทุนการศึกษา ทุนวิจัย ทุนออกค่ายพัฒนา สนับสนุนทุนจิตอาสาต่างๆ

ทั้งนี้  โครงการประกวดแอพพลิเคชั่น “CAT Apps Awards 2014” สกอ. ได้มีส่วนร่วมในการให้การสนับสนุนด้านประชาสัมพันธ์โครงการไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาทั้งบุคลากร และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้มีความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ๆ พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่จะมารองรับและเตรียมพร้อมสู่การแข่งขันเปิดเสรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่ง สกอ.มองว่า แอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษา เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนา ดังนี้                1. แอพพลิเคชั่น ทางด้านภาษาส่งเสริมการใช้ภาษาไทยและอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อย่างถูกต้องเพื่อก้าวเข้าสู่ AEC 2. แอพพลิเคชั่นทางคณิตศาสตร์ และ 3. แอพพลิเคชั่นทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่จะเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

สำหรับรายละเอียดและเงื่อนไขการประกวดในครั้งนี้จะเป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือ(Mobile) แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้  1.เกม , บันเทิง 2. Social App , สื่อสาร3. การศึกษา  4.  การเงิน , ธุรกิจ , แอพพลิเคชั่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (productivity) 5. สุขภาพ และ 6. อื่นๆ  ทั้งนี้คุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา

วิธีส่งผลงานดังนี้ 1.ลงทะเบียนเข้าประกวดผ่านเว็บไซต์ ww.cattelecom.com/catappsawards 2.ส่งแนวคิดผลงาน ความยาวไม่เกิน 20 หน้ากระดาษ A4 ใช้ Microsoft Office Word  ตัวอักษร Angsana New ขนาด  16  โดยผู้สมัตรสามารถดาวน์โหลดแบบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์www.cattelecom.com/catappsawards โดยมีรายละเอียดังนี้ 1. ความเป็นมาหรือความสำคัญของผลงาน 2.วัตถุประสงค์ 3.ประโยชน์ที่เกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น  4. กลุ่มเป้าหมายที่สามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์ 5. บรรยายรายละเอียดของงาน พร้อมเทคโนโลยีที่ใช้พัฒนา (พอสังเขป)  6. มูลค่าของผลงานที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 7. เอกสารอื่นๆ (ถ้ามี)

สำหรับเกณฑ์การตัดสิน ประกอบด้วย 1.ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประกอบด้วย การคิดค้นใหม่ และปรับปรุงต่อยอด 2.คุณภาพของผลงาน โดยจะต้องมีความชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ มีความถูกต้องเชิงหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือวิชาการ และผลงานมีความสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้งานหรือพัฒนาต่อยอดได้ 3. คุณค่าของผลงาน จะต้องมีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์, มีคุณค่าเชิงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า, มีประโยชน์ใช้สอยในเชิงเศรษฐกิจ (เช่น อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือบริการ)  และเชิงสาธารณะ (เช่น คุณภาพชีวิต การประหยัดพลังงานหรือสิ่งแวดล้อม) และลดค่าใช้จ่าย     4. ส่วนประกอบอื่นๆ จะต้องมีเสถียรภาพและสะดวกปลอดภัยในการใช้งาน  มีความสวยงาม และทันสมัย และมีความน่าประทับใจ

โดยมีรางวัลรวมที้งสิ้น 610,000.บาท จากทั้งหมด 6 ประเภทผลงาน ประกอบด้วย 1.รางวัลสุดยอดแอพพลิเคชั่น คือ รางวัลที่คัดเลือกจากผลงานชนะเลิศของแต่ละประเภท ซึ่งมาจาก 6 ผลงาน จำนวน 1 รางวัล เป็นเงิน 100,000. บาท  2.รางวัลชนะเลิศของแต่ละประเภท ๆละ 1 รางวัล ๆละ 50,000 บาท  เป็นเงิน 300,000 บาท  3.รางวัลรองชนะเลิศของแต่ละประเภท ๆ ละ 1 รางวัล ๆละ 20,000 บาท เป็นเงิน 120,000 บาท  4.รางวัลชมเชยของแต่ละประเภท ๆ ละ 3 รางวัล ๆละ 5,000 บาท  เป็นเงิน  90,000 บาท  นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษจากกลุ่มบริการ IRIS Cloud มูลค่ารางวัลทั้งสิ้น  754,160 บาท อีกด้วย ทั้งนี้สามารถส่งผลงานได้ไม่จำกัดจำนวน

ไอสตูดิโอ บาย คอปเปอร์ไวด์ จัดแคมเปญ “เก่าแลกใหม่” iPhone-iPad”   


cop
รายงานข่าวจากไอสตูดิโอ บาย คอปเปอร์ไวด์  (iStudio by copperwired) ระบุว่าได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ”เก่าแลกใหม่” สำหรับลูกค้า   โดยสามารถนำเครื่อง iPhone หรือ iPad รุ่นเก่าแลกรับส่วนลดเครื่องใหม่ สูงสุด 10,000 บาท  โดย สินค้าที่ร่วมรายการ ประกอบด้วย   iPhone 4,4s, 5 iPad mini iPad 2, The New iPad, iPad with Retina display

โดยสิ่งที่ต้องเตรียม  iPhone, iPad ที่ร่วมรายการ และตรวจสอบผ่านเงื่อนไขไปตามที่บริษัทฯ กำหนด  ,  สำเนาบัตรประชาชน

เงื่อนไข ลูกค้าสามารถนำสินค้าที่ร่วมรายการมาแลกรับส่วนลด สำหรับซื้อ iPhone, iPad รุ่นใดก็ได้  , การแลกรับส่วนลด และซื้อ iPhone, iPad จะต้องแลก และซื้อภายในวันเดียวกัน  และมูลค่าส่วนลดไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้

แคมเปญดังกล่าว  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.57 เป็นต้นไป ที่ iStudio by copperwired 8 สาขาที่ร่วมรายการ คือ

Siam Discovery , Siam Paragon , CentralWorld , Digital Gateway , J-Avenue , CentralPlaza Rama3 ,Silom Complex  และ The Circle Ratchapruk

Trade_in_Trade_in Ads2

PwC เผยผู้บริโภคทั่วโลกแห่ซื้อประกันผ่านสื่อดิจิตอลเพิ่มขึ้น แนะบริษัทไทยปรับตัวรับเทรนด์


Vilaiporn Taweelappontong_PwC_Thailand

PwC เผยแนวโน้มสื่อดิจิตอลมาแรงในวงการประกันภัย หลังผลสำรวจระบุผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 71% นิยมใช้สื่อดิจิตอลสำรวจราคาและรูปแบบประกัน แถมยังชื่นชอบดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นจากบริษัทประกันฯ มาใช้งาน เพื่อเปรียบเทียบราคา สำรวจแบบประกันที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และติดตามข่าวสาร ชี้ปี 60 เห็นเทรนด์ชัดเกิด ‘ดิจิตอล เนทีฟ’ หรือ ‘ผู้บริโภคสายพันธุ์ใหม่ที่หลงใหลสื่อดิจิตอล’ แนะบริษัทประกันภัยในไทยปรับตัวรับกระแส

นางสาว วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผย ถึงผลสำรวจ Insurance 2020: The digital prize – Taking customer connection to a new level ซึ่งทำการสำรวจลูกค้าที่ซื้อประกันภัยทั่วไปเกือบ 10,000 รายในหลากหลายประเทศและภูมิภาคทั่วโลกรวม 16 แห่งพบว่า แนวโน้มในอนาคตสื่อดิจิตอลจะเข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินใจซื้อประกันภัยของผู้บริโภคมากขึ้น หลังพบผู้บริโภคส่วนใหญ่ติดตามบริการหลังการขายของบริษัทประกันภัยผ่านทางสื่อดิจิตอล

ผลสำรวจระบุว่า ผู้ซื้อประกันกว่า 71% ทั่วโลกใช้แพลตฟอร์มดิจิตอล (เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาประกันภัยและสังคมออนไลน์) ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อประกันภัยและบริการ และเกือบ 70% ชื่นชอบการดาวน์โหลดและใช้งานแอพพลิเคชั่นจากบริษัทผู้รับประกันภัย

“เมื่อเราพูดถึงธุรกิจดิจิตอล ในอดีตอาจหมายถึง การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-commerce โดยทั่วไป แต่ในปัจจุบัน โลกยุคดิจิตัลหมุนเร็วได้ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อออนไลน์ บิ๊กดาต้า คลาวด์ คอมพิวติ้ง อุปกรณ์สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเชื่อมโยงติดต่อกันได้มากขึ้น เรามองว่าในปี 2560 จะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Transitionals คือเกิดการเปลี่ยนถ่ายของผู้บริโภคแบบดั้งเดิมมาเป็นผู้บริโภคที่เป็นดิจิตอลมากขึ้น ก่อนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคของดิจิตอลเนทีฟอย่างแท้จริงในปี 63” นางสาว วิไลพร กล่าว

“เรามองว่าในระยะต่อไป ‘นวัตกรรมดิจิตอล’ จะเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคยิ่งลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองมากขึ้น นี่จึงถือเป็นโอกาสที่บริษัทประกันภัยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิตอลให้มากขึ้น”

สำหรับสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาซื้อประกันออนไลน์มากขึ้นนั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 35% ระบุว่าเป็นเพราะโทรศัพท์มือถือที่มีแอพฯหรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่อำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า ในขณะที่ 30% ระบุว่า คำแนะนำจากที่ปรึกษามืออาชีพผ่านช่องทางออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตนซื้อสินค้าได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อเสนอที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงราคาและใบเสนอราคาเมื่อต่ออายุหรือเรียกร้องค่าชดเชย (Claim)

ขณะที่ 1 ใน 4 หรือ 25% ของลูกค้าที่ถูกสำรวจ ยังบอกว่าตนซื้อประกันออนไลน์ผ่านทางหน้าเว็บ หรืออุปกรณ์สื่อสาร และใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ และเว็บไซต์ เพื่อเปรียบราคา หรือค้นหาผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการด้านประกันภัยใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สื่อดิจิตอลเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อประกันภัยของผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ ในการสำรวจครั้งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคต้องการรูปแบบประกันที่ตอบสนองความต้องการของตนมากกว่าจะคำนึงถึงเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย และพร้อมจะเปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทผู้รับประกันรายใหม่ทุกเมื่อ หากบริษัทใหม่มีรูปแบบประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของตนมากกว่า ขณะที่ผู้บริโภค 67% ยินดีที่จะติดเซ็นเซอร์ในรถหรือบ้านของตนเอง หากช่วยลดเบี้ยประกันภัยได้

“แม้ว่าธุรกิจประกันจะเข้าสู่โลกยุคดิจิตัลมากขึ้น สิ่งที่ผู้บริโภคยังคงมองหา คือการให้บริการสินค้าแบบใกล้ชิด เอาใจใส่ และตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน บริษัทประกันภัยทั้งหลายควรบริหารการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การพูดคุยผ่านเว็บ (Web chat) บริการแนะนำการใช้งานผ่านระบบเชื่อมโยงเครือข่ายของบริษัทกับผู้บริโภคให้ปรากฏหน้าจอเดียวกัน (Co-Browsing) และพูดคุยผ่านทางวิดีโอ (Video chat) ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าแบบเรียลไทม์ และยังสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ลูกค้าในยามที่จำเป็นได้อีกด้วย”

“ปัจจุบันลูกค้าประกันมีข้อมูลและอำนาจการต่อรองมากกว่าในอดีต หลังอิทธิพลของสื่อดิจิตอลได้เข้ามามีบทบาทในการเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลของบริษัทประกันภัย เปรียบเทียบราคาและนโยบายประกันภัย รวมถึงประสบการณ์ในการเรียกร้องค่าชดเชยต่างๆ ดังนั้น เทรนด์ในอนาคต บริษัทประกันภัยต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมทั้งต้องปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับพฤติกรรมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่”

นางสาววิไลพรกล่าวต่อว่า บริษัทประกันภัยและธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสื่อดิจิตอลได้ 3 วิธีคือ 1. พัฒนาอีคอมเมิร์ชควบคู่ไปกับสื่อดิจิตอล 2. ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของผู้บริโภค เพื่อนำมาพัฒนาข้อเสนอใหม่ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์และสร้างความภักดีของผู้บริโภค (Customer Loyalty) และ 3. นำระบบการจัดการตัวตนในระบบดิจิตอล (Digital Identity) มาช่วยควบคุมการเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูล ประมวลผล และส่งข้อมูลสำคัญได้อย่างปลอดภัย เพราะการจัดการข้อมูลของผู้บริโภคในระบบดิจิตอลมีความซับซ้อนมากขึ้น

ออปโป้ อวดโฉม  OPPO N1 mini พลิกมุมมอง เปลี่ยนมุมมันส์


oppo

บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสุดล้ำได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด OPPO N1 mini สมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้195 องศา นวัตกรรมหนึ่งเดียวจาก OPPO ให้อิสระในการถ่ายภาพไม่มีที่สิ้นสุด และมี*อุปกรณ์สริม O-Click รีโมทอัจฉริยะ ทำหน้าที่ในการกดชัดเตอร์ หมดปัญหาในการถ่ายภาพกลุ่มเพื่อนหรือถ่ายภาพตนเอง เพียงตั้งกล้องในมุมที่ต้องการและกด O-Click ก็จะเก็บภาพทันที ความละเอียดกล้อง 13 ล้านพิกเซล ประมวลผลภาพถ่ายคมชัดระดับ HD สูงถึง 24 เมกะพิกเซล ให้การถ่ายภาพระยะไกลเป็นเรื่องง่ายด้วยโหมด Super Zoom ให้คุณซูมภาพโดยไม่สูญเสียรายละเอียดภาพ ขนาดจอกว้าง 5 นิ้ว และยังให้คุณสนุกกับฟังก์ชัน Slow Shutter เปิดหน้ากล้องนาน 32 วินาที สร้างภาพถ่ายยามค่ำคืนให้มีสีสัน พร้อมกับระบบปฏิบัติการ Color OS 1.4 ที่ OPPO พัฒนาเพื่อผู้ใช้ของ OPPO โดยเฉพาะเพื่อให้ใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ง่ายเช่น Air Unlock การปลดล็อคหน้าจอโดยขยับมือซ้าย-ขวา บนตัวเครื่อง หรือ Screen off Gesture การสั่งงานโดยนิ้วมือ เพียงวาดรูปเป็นสัญลักษณ์ที่เรากำหนดก็เข้าถึงฟังก์ชันที่ตั้งค่าไว้ได้ง่ายดาย สามารถซื้อ OPPO N1mini ได้แล้ววันนี้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ราคา 12,990 บาท และสามารถเลิกแพ็คเก็จค่าบริการได้อิสระตามใจคุณจาก AIS, DTAC และ TRUE MOVE H   สำหรับอุปกรณ์เสริม O-Click ราคา 990 บาท สามารถซื้อได้ ณ จุดขายและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

เอไอเอส 3G วัน-ทู-คอล! ต้อนรับ AEC ออก “ซิมพม่า” และ “ซิมกัมพูชา”  


ais1

เอไอเอส 3G วัน-ทู-คอล! ต้อนรับ AEC เอาใจเพื่อนบ้านกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งชาวพม่าและชาวกัมพูชา ที่เดินทางเข้ามาทำธุรกิจหรือทำงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้ได้รับความสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น ด้วยการออกซิมใหม่ “ซิมมิงกะลาบา” สำหรับชาวพม่า และ “ซิมซัวสะเดย” สำหรับชาวกัมพูชา โดยมีอัตราค่าบริการสุดคุ้ม โทรชั่วโมงละ 1 บาท ในเครือข่ายเอไอเอส ตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น พร้อมเล่น Facebook ฟรี 30 วัน

นอกจากนี้ยังโทรกลับประเทศพม่าได้ในราคาถูกที่สุดนาทีละ 5 บาท เพียงกด 00300 พร้อมรับเพลงรอสายพม่าสุดฮิตฟรี 30 วัน และสำหรับชาวกัมพูชารับโปรโมชั่นพิเศษโทรกลับกัมพูชา กด 003 ในอัตราค่าบริการลด 15% หลังนาทีที่ 3 เป็นต้นไป หาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในราคาซิมละ 50 บาท ที่ร้านเทเลวิซช็อป และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เอไอเอส คอลล์ เซ็นเตอร์ 1175

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.