กสทช. รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์ “คืนแบตเก่า เรารักษ์โลก”


takorn11

กสทช. เล็งเห็นภัยจากขยะอิเล็กทรอสนิกส์และขยะโทรคมนาคม จัดกิจกรรมรณรงค์ “คืนแบตเก่า เรารักษ์โลก” ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เบื้องต้นจัดจุดรับคืนขยะพิษกว่า 300 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าทั่วไป

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เผยว่า “ในปี 2556 สำนักงาน กสทช. ได้มีการศึกษาแนวทากำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยผลจากการศึกษาในเบื้องต้น พบว่า ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า WEEE (Waste from Electrical and Electronic Equipment) เป็นซากผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งใช้งานไม่ได้ หรือไม่ได้มาตรฐาน (Off-Spec) หรือหมดอายุการใช้งานแล้ว ซากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก และค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี ตามปริมาณการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์”

ด้าน นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เผยว่า “กรมควบคุมมลพิษได้คาดการณ์ปริมาณซากโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือในปี 2555 ว่าจะมากถึง 8,524,000  เครื่อง และจะพุ่งขึ้นไปเป็น10,907,00  เครื่องในปี2559   ซึ่งคาดว่าสัดส่วนซากจากโทรศัพท์มือถือน่าจะมีจำนวนมากกว่า และหากเปรียบเทียบปริมาณโทรศัพท์มือถือ10,907,00   เครื่อง ก็ต้องใช้สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานประมาณ 6 สนามครึ่งจึงจะวางเรียงได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยส่วนใหญ่จะมีแบตเตอรี่และหน้าจอผลึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) เป็นส่วนประกอบ จึงปฏิเสธไม่ได้ปริมาณแบตเตอรี่เก่าและหน้าจอผลึกเหลว ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในตัวโทรศัพท์เครื่อนที่นั้นจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย”

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในตัวโทรศัพท์มือถือนั้น ยังมีส่วนผสมของสารอันตราย ตั้งแต่สารหนู พลวง ตะกั่ว สารทนไฟที่ทำจากโบรมีน แคดเมียม ตะกั่ว นิกเกิล ส่วนจอผลึกเหลวก็มีสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสารอันตรายและสารก่อมะเร็ง เช่น Phenylcyclohexane,  Cyclohexane เป็นต้น ซึ่งจอผลึกเหลวนี้กำลังเป็นอีกตัวหนึ่งที่น่าวิตกกังวล เนื่องจากโทรศัพท์มือถือที่พัฒนาเป็นสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน มีหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แต่ในเมืองไทยยังไม่มีวิธีรีไซเคิ้ล หากมีการทิ้งซากโทรศัพท์มือถือและซากแบตเตอรี่ปะปนไปกับขยะมูลฝอยชุมชน เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนเปลือกห่อหุ้มของเครื่องโทรศัพท์และแบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพหรือผุกร่อน สารเคมีที่เสื่อมสภาพ ภายในจะไหลออกสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สารพิษนี้เข้าสู่ระบบนิเวศและระบบห่วงโซ่อาหารผ่านทางน้ำ และอากาศ และก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ ตามมาอีกมากมาย”

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะ กสทช. เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของประเทศ เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการทิ้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และแบตเตอรี่เก่า จึงได้จัดกิจกรรมรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม “คืนแบตเก่า เรารักษ์โลก” เพื่อให้ผู้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่  ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยรณรงค์ให้ทิ้งแบตเตอรี่ที่ไม่ใช้แล้ว หรือแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแล้ว ในจุดที่รับคืนแบตเตอรี่เก่า ที่ กสทช. จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อจะได้รวบรวมแบตเตอรี่เก่าเหล่านั้น ไปจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการและความปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณขยะเป็นพิษ และขยะที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกที่สดใสน่าอยู่ของเราใบนี้

“ชากีร่า” ทำลายสถิติ 100 ล้านไลค์บน Facebook


SHK_Infographic_Layout13รายงานข่าวจาก  Facebook  ระบุว่าเรามีความยินดีแจ้งให้ท่านทราบว่า ชากีร่า เป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน Facebook และเพิ่งสร้างสถิติการกดไลค์ครบ 100 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนไลค์สูงสุดที่บุคคลที่มีชื่อเสียงเคยได้รับบน Facebook เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ ชากีร่าได้แชร์วิดีโอบนเพจของเธอเพื่อขอบคุณแฟนเธอ นอกจากนี้ เรายังได้แนบอินโฟกราฟฟิกที่แสดงสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับความโด่งดังของชากีร่าบน Facebook มากับอีเมลฉบับนี้ด้วย

ชากีร่าได้สร้างส่วนผสมที่ดึงดูดใจแฟนๆ ในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์เรื่องราวด้วยตนเอง (ทั้งเรื่องส่วนตัวและผลงานเพลง) การมีส่วนร่วมกับแฟนๆ และลักษณะนิสัยโดยรวมของเธอซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ทั่วโลก ส่งผลให้ยอดไลค์ของเธอบน Facebook พุ่งสูงถึง 100 ล้านไลค์

ชากีร่ากล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “ฉันรู้สึกเป็นเกียรติและไม่คาดคิดว่าตนเองจะสามารถมาถึงจุดนี้ เพราะนี่คือจุดสำคัญที่เกิดจากการเชื่อมโยงแฟนๆ ของฉันทั่วโลกเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง สื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะ Facebook เป็นสะพานที่ช่วยให้ฉันและศิลปินคนอื่นๆ สามารถข้ามผ่านช่องว่างระหว่างเวทีและแฟนๆ เปิดโอกาสให้เราพูดคุย แบ่งปันความเห็น ความสำเร็จ รวมถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของพวกเขาผ่านรูปภาพและวิดีโอ และมีบทสนทนาที่แท้จริงได้อย่างต่อเนื่อง”

สถิติสำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ บน Facebook ของชากีร่า

  • โพสต์ของชากีร่า 20 อันดับแรกได้รับการกดไลค์รวมถึง 39,687,491 ครั้ง
  • โพสต์ของชากีร่าที่ได้รับการแชร์มากที่สุด 10 อันดับแรกได้รับการกดไลค์รวมถึง 16,827,515 ครั้ง
  • จำนวนโพสต์ที่ได้รับการกดไลค์เกิน 2 ล้านครั้ง: 8 โพสต์
  • โพสต์ที่ได้รับการกดไลค์สูงสุดคือภาพในช่วงเทศกาลลูกหนังระดับโลก โดยมีจำนวนไลค์ทั้งหมด 3.5 ล้านครั้งภายใน 4 วัน
  • โพสต์ที่ได้รับการแชร์สูงสุดคือภาพเคราร์ด ปิเก จูบมิลาน ลูกชายของพวกเขา โดยได้รับการแชร์ทั้งหมด 113,987 ครั้ง
  • จำนวนโพสต์ที่ได้รับการกดไลค์เกิน 1 ล้านครั้ง: 25 โพสต์

ตัวอย่างในการใช้ Facebook ที่ยอดเยี่ยมของชากีร่า ได้แก่

  • ขอบคุณแฟนๆ เมื่อแฟนเพจมียอดไลค์ครบ 50 ล้านครั้ง (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555)
  • ประกาศเรื่องการตั้งครรภ์ของตนเอง (19 กันยายน พ.ศ. 2555)
  • โพสต์ภาพขณะตั้งครรภ์ของตนเองเป็นครั้งแรก (6 ตุลาคม พ.ศ. 2555)
  • ประชาสัมพันธ์แคมเปญ “global baby shower” ที่เธอร่วมมือกับกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (16 มกราคม พ.ศ. 2556)
  • แนะนำหนูน้อยมิลานให้โลกรู้จัก (4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556)
  • ประกาศชื่ออัลบัมใหม่ของเธอที่กำลังจะวางแผง (22 มกราคม พ.ศ. 2557)
  • ประกาศว่าเพจของเธอได้รับการกดไลค์มากที่สุดบน Facebook (24 มีนาคม พ.ศ. 2557)

 

ดีแทคส่งโปรโมชั่น “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2  ให้ลูกค้า-คนพิเศษซื้อสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตราคาพิเศษ


dtac_6611dtac_6899

ดีแทคส่งมอบความรักให้ลูกค้า จัดโปรโมชั่น “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” เป็นปีที่ 2 นอกจากให้สิทธิ์ลูกค้าปัจจุบันนำอายุการใช้งานมาเป็นส่วนลดค่าเครื่องแล้ว ยังเพิ่มสิทธิ์ให้อีก 1 สิทธิสำหรับเพื่อนที่มาเป็นลูกค้าใหม่รายเดือนของดีแทคมูลค่าสูงสุด 2,400 บาทต่อรายอีกด้วย

จากความสำเร็จของโปรโมชั่น “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2556 ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีลูกค้ากว่า 120,000 รายนำอายุการใช้งานมาเป็นส่วนลดค่าเครื่องรวมมูลค่าทั้งหมดกว่า 140 ล้านบาท  ดีแทคจึงได้นำโปรโมชั่นยอดนิยมกลับมาอีกครั้งในปี 2557 นี้ และเพิ่มความพิเศษด้วยการมอบสิทธิ์นี้เพิ่มอีก 1 สิทธิ์

นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของดีแทค คือ การทำให้เราเป็นที่รักและอยู่ในใจของลูกค้าหรือ “To Be Loved”  จึงได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้นมากมาย รวมถึง “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2 เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์นี้ เพราะนอกจากจะแสดงถึงความรักที่ดีแทคมีต่อลูกค้า เรายังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เผื่อแผ่ความรักและความรู้สึกดีๆ ไปยังคนสำคัญของพวกเขาที่เข้ามาเป็นคนในครอบครัวของดีแทคด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2 ยังจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในการใช้ข้อมูลและอินเตอร์เน็ต ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็สนับสนุนกลยุทธ์  Internet for all ของดีแทค ที่เกิดขึ้นเพราะเรามุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงบนดีแทคไตรเน็ต 3 โครงข่ายอัจฉริยะได้อย่างทั่วถึง เพราะ “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2 จะทำให้ลูกค้าที่ร่วมกิจกรรมนี้ได้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีประสิทธิภาพสูงจากแบรนด์ชั้นนำที่เป็นพันธมิตรของเราพร้อมได้รับประสบการณ์เหนือระดับบนดีแทคไตรเน็ตได้ทันที” นายปกรณ์กล่าวเสริม

โปรโมชั่น “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน”  ปี 2 เปิดให้ลูกค้านำอายุการใช้งานมาแลกเป็นส่วนลดค่าเครื่อง โดยอายุการใช้งาน 1 เดือนเท่ากับ 10 บาท และสูงสุด 20 ปี คือ 2,400 บาท  นอกจากลูกค้าจะใช้สิทธิ์นี้ซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาลดพิเศษแล้ว ยังให้เพิ่มอีก 1 สิทธิ์แก่เพื่อนหรือคนในครอบครัวของลูกค้าที่เข้ามาเป็นลูกค้าใหม่รายเดือนของดีแทคได้รับส่วนลดในอัตราเดียวกันกับลูกค้าปัจจุบันอีกด้วย

พันธมิตรของดีแทคที่ร่วมโครงการซึ่งเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แบรนด์ชั้นนำของโลก ได้แก่  เอชทีซี, แอลจี, โนเกีย, ออปโป้ และ ซัมซุง รวมไปถึงดีแทคไตรเน็ตโฟนด้วย โดยที่ดีแทคได้อำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขา ดีแทค ออนไลน์ สโตร์ และร้านมือถือที่ร่วมรายการทั่วประเทศ โดยมีโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตหลากหลายรุ่นพร้อมให้บริการ

พบกับโปรโมชั่น “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน” ปี 2 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กันยายน 2557  นอกจากนี้ลูกค้าสามารถตรวจสอบส่วนลดได้โดยกด *234# (ฟรี) เพิ่มเติม www.dtac.co.th

 

ไลน์ชวนไปรวยกับเกม LINE Let’s Get Rich เกมเศรษฐี


line1

LINE คอร์ปอเรชั่น บริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่น LINE ประกาศเปิดตัวเกมใหม่ล่าสุด LINE Let’s Get Rich หรือ LINE เกมเศรษฐี พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วบนแพลตฟอร์มไอโฟนและแอนดรอยด์ แล้ววันนี้ โดยผู้เล่นสามารถสนุกกับผู้เล่นอื่นๆ ได้อีก 3 คน พร้อมเล่นแบบเรียลไทม์อีกด้วย หลังเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 LINE Let’s Get Rich เกมเศรษฐีได้ขึ้นชาร์ตติดอันดับ 1 ทั้ง App Store และ Play Store

LINE Let’s Get Rich หรือเกมเศรษฐี เป็นเกมทอยลูกเต๋าที่ผู้เล่นเดินไปตามช่องต่างๆ บนกระดาน ซึ่งแต่ละช่องจะเป็นชื่อเมืองและประเทศตามแต่ละมุมโลก แต่ละผู้เล่นจะแข่งลงทุนซื้อ สินทรัพย์ให้ได้มากที่สุด การแข่งขันจะเป็นแบบเรียลไทม์ ที่ให้ผู้เล่นแข่งขันเดี่ยวหรือเล่นเป็นทีม กับเพื่อนและครอบครัว โดยผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อผ่าน LINE ได้ง่ายๆ

ผู้เล่นเกม LINE Let’s Get Rich หรือเกมเศรษฐี สามารถทอยลูกเต๋าและซื้อบ้าน ที่ดิน บนช่องที่ผู้เล่นหยุดได้และผู้เล่นอื่นที่หยุดช่องดังกล่าว จะต้องจ่ายค่าผ่านทางให้กับเจ้าของที่ ส่วนการชนะของเกมนี้ มี 3 วิธี คือ “ทริปเปิลวิคตอรี่” การเป็นเจ้าของพื้นที่สีเดียวกันทั้งหมดทุกที่จำนวน 3 สี “ไลน์วิคตอรี” ผู้เล่นเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ในแถวเดียว และผู้เล่นจะชนะแบบ “ทัวริสซึ่มวิคตอรี” ก็ต่อเมื่อผู้เล่นสามารถเป็นเจ้าของสถานที่ท่องเที่ยวได้ทุกที่ ผู้เล่นจะจบเกมทันทีที่ล้มละลายหรือหมดเวลา อันดับผู้ชนะจะถูกตัดสินโดยจำนวนเงินและทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นของผู้เล่นแต่ละคน

โหมดในการเล่นแบ่งออกเป็นการเล่นเดี่ยวและโหมดการแข่งขันกับผู้อื่น ผู้เล่นสามารถเล่นกับเพื่อนใน LINE  เช่นเดียวกับผู้เล่นอื่นๆ ในเกม ซึ่งสามารถแข่งขันแบบตัวต่อตัวหรือแบ่งทีมละ 2 คนก็ได้

การ์ดที่ได้รับในเกมจะสามารถใช้เป็นตัวละครที่ผู้เล่นเลือกเล่นได้ แต่ละตัวละครในเกม จะมีข้อได้เปรียบเฉพาะตัว ที่แตกต่างกันไป การ์ดต่างๆ สามารถนำมารวมกันได้ เพื่อให้ได้การ์ดตัวละครใหม่ที่มีเลเวลสูงขึ้น หรือสามารถอัพเกรดความสามารถของตัวละครของตัวเองได้ อีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจคือผู้เล่นสามารถ เลือกและอัพเกรดลูกเต๋าของตัวเองเพื่อให้เหมาะกับสไตล์การเล่นของผู้เล่นได้อีกด้วย

BuzzCity: รายงานตลาดโฆษณาบนมือถือไทยใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก


buzzจากรายงานไตรมาสล่าสุดของ BuzzCity พบว่าตลาดโฆษณาบนมือถือของประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก

โดยการจัดอันดับนี้วัดจากโฆษณาผ่านแบนเนอร์ที่เข้าถึงคนไทยกว่า 12.4 ล้านคนในไตรมาสที่สองของปี 2557 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% (ปีต่อปี) จากตลาดโฆษณาบนมือถือ และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก (ปีต่อปี) กว่า 42%

นางสาววราริน ภูนุชอภัย ผู้จัดการ BuzzCityประจำประเทศไทย กล่าวว่า“ข้อมูลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านดิจิตอลอย่างรวดเร็วที่สุดและจากการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นจาก 60% เราคาดหวังว่าผู้โฆษณาจะเพิ่มการเข้าถึงดิจิตอลให้มากขึ้นทั้งจากแบนเนอร์ แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์บนมือถือ ตลอดจนช่องทางอื่นๆ เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น”

การโฆษณาบนมือถือนี้เติบโตขึ้นมากจากแนวโน้มการซื้อของออนไลน์ที่เปลี่ยนไปทั้งจากในประเทศไทยและทั่วโลก

จากรายงานเชิงลึกของ BuzzCity ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Mobile Marketing Association (MMA)เปิดเผยว่ามีจำนวนผู้ซื้อของออนไลน์มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งผู้ที่ซื้อของออนไลน์ส่วนใหญ่จะซื้อผ่านทางมือถือ โดยเกือบครึ่งของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ (48%) ซื้อของออนไลน์เป็นประจำ และเกือบ 1 ใน 5 มีการดูสินค้าทางออนไลน์ก่อนจะไปซื้อที่ร้านค้า และมากกว่า 70% ที่ซื้อของออนไลน์

โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนพฤติกรรมการซื้อของของผู้บริโภคไม่น้อยกว่าเครื่องพีซี    ในหลายประเทศ โทรศัพท์มือถือถือเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลสูงสุดในการซื้อของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เพราะประชากรส่วนใหญ่ถือว่าโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับต้นๆ กว่า 32% ซื้อของผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ 21% ซื้อของผ่านเครื่องพีซี ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าการซื้อของออนไลน์จะเติบโตอีกกว่า 30% ของผลการสำรวจ

Rohit Dadwalกรรมการผู้จัดการ MMA ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกล่าวว่า “โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางสำคัญในการซื้อของ และนี่ถือเป็นความท้าทายของนักการตลาดที่จะต้องสร้างประสบการณ์การซื้อของในทุกช่องทาง ให้สื่อสารข้อความและเอกลักษณ์ของตราสินค้าไปในทางเดียวกัน”

การเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของการซื้อของออนไลน์แสดงให้เห็นว่าร้านค้าปลีกต้องปรับตัว จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนมากเดินออกจากร้านค้าโดยไม่ได้ซื้อของด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป โดย 22% มองว่าการซื้อของออนไลน์ให้ข้อเสนอที่ดีกว่า เปรียบเทียบกับ 13% เมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่ 27% มองว่าไม่สามารถหาสินค้าที่ต้องการได้จากร้านค้าปลีก เปรียบเทียบกับ 14% ในปี 2556 ในภาพรวมจึงอาจสรุปได้ว่าผู้บริโภคมีความผูกพันกับผู้ขายในร้านค้าน้อยลง และนี่ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับผู้ค้าปลีก

Dr KF Lai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง BuzzCity กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางเดียวสำหรับผู้ค้าปลีก ซึ่งการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนช่องทางในการซื้อสินค้านั้น ก็ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคทำได้ยากขึ้น เพราะจากผลการสำรวจเน้นว่าโทรศัพท์มือถือมีโอกาสที่จะทำลายคุณค่าของตราสินค้า นักการตลาดจึงมีความจำเป็นที่จะสร้างการสื่อสารของตราสินค้าให้ไปในทางเดียวกัน”

59% ของผู้บริโภคชาวไทยซื้อของออนไลน์ และใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางการซื้อสินค้าและบริการ   ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อชาวไทยยังใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางในการหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ โดย 24% ใช้โทรศัพท์มือถือในร้านค้าเพื่อขอคำแนะนำจากเพื่อนหรือครอบครัว และ29% ใช้เพื่ออ่านรีวิวสินค้า

สินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องประดับ (38%) ได้รับความนิยมมากที่สุดในการซื้อของออนไลน์ ตามมาด้วยสินค้าในครัวเรือน (25%) สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (18%) และสินค้าประเภทหนังสือและเครื่องดนตรี (15%)

สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทยนั้น โนเกียเป็นอันดับหนึ่ง (37%) ซัมซุงเป็นอันดับสอง (36%) และแอปเปิ้ลเป็นอันดับสาม (4%) โดยในเดือนมิถุนายน 2556 พบว่า 60% ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้สมาร์ทโฟนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

การสำรวจนี้จัดทำขึ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2557 จากกลุ่มตัวอย่าง 3,590 คน จาก 26 ประเทศ ซึ่งรวมถึง 11 ประเทศในทวีปเอเชีย ประมวลผลและเผยแพร่ในThe BuzzCity Report Volume 4 Issue 3

ไอเอฟเอส แลบส์  เผยโปรแกรมทางธุรกิจสามารถทำงานร่วมกับ Wearable Technology ได้


IFS wearables proof-of-concept working on Samsung Gear 2 - pic 1a

ไอเอฟเอส แลบส์ (IFS Labs) ฝ่ายสร้างสรรค์ของไอเอฟเอส บริษัทผู้พัฒนา Enterprise Application ระดับโลก ได้สร้างเครื่องพิสูจน์แนวคิดที่แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้โปรแกรมทางธุรกิจนั้นจะสามารถได้ประโยชน์จากอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อการสวมใส่ หรือ Wearable Technology ได้อย่างไร ซึ่งได้ยกตัวอย่างการเปิดตัวซัมซุง เกียร์ 2 เมื่อเร็วๆนี้

จากตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงการแจ้งเตือนจากโปรแกรมทางธุรกิจของไอเอฟเอสที่สามารถถูกส่งไปยัง Wearable Technology ด้วยการใช้ APIs ของซัมซุงสำหรับการแจ้งเตือน โดยที่ไอเอฟเอสจะเชื่อมต่อกับส่วนต่างๆของระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กร (Enterprise Resource Planning – ERP) ระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ขององค์กร (Enterprise Asset Mangement – EAM) และระบบบริหารจัดการด้านการบริการ (Enterprise Service Management – ESM) เพื่อส่งการแจ้งเตือนให้เกิดการปรับปรุงเพื่อกระบวนการที่แม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายงานด้านบริหารจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการจัดส่งรายการสำคัญ การเริ่มต้นหรือเสร็จสิ้นของโครงการสำคัญ หรือแม้กระทั่งได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการชำระใบแจ้งหนี้

เดวิด แอนเดอร์สัน ผู้อำนวยการของไอเอฟเอส แลบส์ กล่าวว่า “ไอเอฟเอสมีความมุ่นมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงแอพพลิเคชั่นให้สะดวกต่อการพกพามากยิ่งขึ้น ลูกค้าของเราจำนวนมากกล่าวถึงความสำคัญของการใช้แอพพลิเคชั่นแบบพกพาในการทำธุรกิจก็เพื่อที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีระบบไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม   ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้นำในตลาด ERP เราให้ความสำคัญในการคิดค้น ทดสอบ และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานของลูกค้าเมื่อใช้แอพพลิเคชั่นในการทำธุรกิจ”

นักวิเคราะห์ในด้านอุตสาหกรรมคาดการณ์การเติบโตในตลาด Wearable โดย Gartner ประเมินว่าตลาด Wearable Electronics จะเติบโตสูงถึง 10 ล้านดอลล่าสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2559 และ CCS Insightคาดการณ์ว่าจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับสมาร์ทโฟน สูงถึง 100 ล้านเครื่อง (เช่น นาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ – Smart Watch) ภายในปี พ.ศ. 2560

WD ใจปล้ำ! บริการกู้ข้อมูลให้ลูกค้าฟรีหนึ่งปีเต็ม


Kroll_TH_Facebook

WD® บริษัทในเครือของเวสเทิร์น ดิจิตอลและครองตำแหน่งผู้นำระดับโลกด้านระบบการจัดเก็บข้อมูล ประกาศให้บริการกู้ข้อมูลลูกค้าฟรีเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม พร้อมชูจุดเด่นการบริการเคลมที่รวดเร็วทันใจภายใน 30 นาที ที่ศูนย์ให้บริการในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ห้อง 2108 กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ WD ยังกระจายสาขาให้บริการและจุดบริการรับสินค้าในต่างจังหวัด ได้แก่@จุดบริการรับสินค้าสาขาเชียงใหม่ TC Mobile Shop ตึกเซ็นทรัล พลาซ่าแอร์พอร์ต ห้องเลขที่ 314 จังหวัดเชียงใหม่ ,  @จุดบริการรับสินค้าขอนแก่น ร้าน KHONKAEN J-NET COMPUTER SHOP ชั้น 3 ตึกคอมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น และ@จุดบริการรับสินค้าภูเก็ต ร้าน Digital Channel (สาขา2) ห้าง บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้  WD ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าด้วยเบอร์ติดต่อสายด่วน : 0018004410570 วันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.00 น.

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.