80% ของ ฟรีแอพพลิเคชั่น 50 อันดับ ในGoogle Play มีเวอร์ชั่นปลอมแอบแฝง


Google-Play-Store-4.1.6-new-640x253

ในขณะที่จำนวนผู้ใช้อุปกรณ์พกพาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนแอพฯปลอมก็มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จากผลสำรวจของเทรนด์ไมโครเกี่ยวกับแอพฯฟรีจาก 50 อันดับสูงสุดใน Google Play พบว่าเกือบ 80% มีแอพฯเวอร์ชั่นปลอมที่พัฒนาโดยบริษัทอื่น และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ 100% ของแอพฯ ในหมวดหมู่วิดเจ็ต, สื่อและวิดีโอ และการเงิน มีเวอร์ชั่นปลอม เพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพาให้รอดพ้นจากภัยคุกคามเหล่านี้ เทรนด์ไมโครจึงแนะนำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพฯจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และใช้แอพฯรักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงสำหรับอุปกรณ์พกพา เช่น Trend Micro Dr. Safety เพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพา

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเมษายนนี้ มีแอพฯปลอมจำนวน 59,185 รายการจากทั้งหมด 890,482 รายการ พบว่าเป็นแอดแวร์ที่รุนแรง ส่วนอีก 394,263 รายการเป็นมัลแวร์ และในบรรดาแอพฯปลอมทั้งหมด 50% เป็นโปรแกรมอันตราย ขณะเดียวกัน มีแอพฯ ปลอมสองประเภทหลักๆ ประเภทแรกคือ “แอพฯลวง” โดยที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือ แอพฯป้องกันไวรัส เช่น Virus Shield ที่อ้างว่าจัดหาการสแกนแบบเรียลไทม์ และการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ในราคาเพียง 3.99 ดอลลาร์บน Google Play แอพฯนี้ได้รับการจัดอันดับมากถึง 4.7 ดาว หลังจากที่ถูกดาวน์โหลดมากกว่า 10,000 ครั้งภายในสัปดาห์เดียวหลังจากเปิดตัว แต่ท้ายที่สุดมีการตรวจพบว่าแอพฯนี้เป็นแอพฯปลอมและไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรเลยแม้แต่น้อย  นักวิจัยชี้ว่าการดาวน์โหลดส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคอมพิวเตอร์บ็อตเน็ต  อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้หลายพันรายถูกหลอกลวงจนเกิดความเสียหายทางการเงิน ก่อนที่ Google Play จะถอนแอพฯนี้ออกไป

Figure 1- Virus Shield’s purchase page on Google Play

แอพฯปลอมอีกประเภทหนึ่งคือ “แอพฯรีแพ็คเกจ” ซึ่งเป็นการรีแพ็คเกจแอพฯยอดนิยม และระบุว่าเป็นแอพฯต้นฉบับเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด  นอกจากนี้ แอพฯรีแพ็คเกจบางแอพฯเป็น “แอพฯโทรจัน” ซึ่งประกอบด้วยลักษณะการทำงานที่เป็นอันตราย และกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์  ทั้งนี้ เกม แอพฯการเงิน และแอพฯรับส่งข้อความ มักจะตกเป็นเป้าหมายของแอพฯรีแพ็คเกจ

แอพฯ เกมยอดนิยม

Figure 2 - Sample premium-rate text messages sent by trojanized Flappy BirdFlappy Bird เป็นหนึ่งในแอพฯเกมที่ฮอตฮิตที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 มีการดาวน์โหลดกว่า 50 ล้านครั้งก่อนที่ผู้พัฒนาจะเพิกถอนแอพฯนี้ออกไปอย่างฉับพลัน การเพิกถอนดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสนใจอย่างกว้างขวางในระบบออนไลน์ และกระตุ้นให้อาชญากรไซเบอร์สร้างเวอร์ชั่นโทรจันสำหรับแอพฯนี้ขึ้นมา หนึ่งในเวอร์ชั่นโทรจันขอให้ผู้ใช้อนุญาตให้มีการส่งข้อความ ซึ่งอาจทำให้บิลค่าโทรศัพท์ของผู้ใช้พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ

 

แอพฯ พลิเคชั่นทางการเงิน

Figure 3 - Screenshots of the trojanized version of a South Korean banking appแอพฯ โทรจันสำหรับบริการทางการเงิน มักจะแทนที่แอพฯ ธนาคารที่มีชื่อเสียงติดตั้งจาก Google Play ด้วยเวอร์ชั่นโทรจันที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยให้อาชญากรสามารถเริ่มการโจมตีแบบฟิชชิ่งต่อผู้ใช้ ด้วยการขโมยข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

 

 

 

 

แอพฯ รับส่งข้อความ

Figure 4 - Google Play download page for the fake BBM for Androidกรณีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดสำหรับการส่งข้อความ Instant-Messaging ของแอพฯโทรจัน ก็คือ เวอร์ชั่นปลอมของ BlackBerry® Messenger (BBM) ก่อนที่ BlackBerry จะนำแอพฯ นี้ออกเผยแพร่บน Google Play มีการปล่อยเวอร์ชั่นโทรจันของ BBM ให้แก่ผู้ใช้ทั่วไป โดยอาศัยการที่ผู้ใช้คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัว BBM for Android แอพฯ รีแพ็คเกจนี้ถูกดาวน์โหลดมากกว่า 100,000 ครั้ง อย่างไรก็ตาม แอพฯ ดังกล่าวได้แสดงพฤติกรรมของแอดแวร์ที่รุกล้ำอย่างมาก และต่อมา Google Play ได้ถอนแอพฯ นี้ออกไป

“แอพฯ ปลอมจำนวนมากประกอบด้วยมัลแวร์” เทอเรนซ์ ตัง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของเทรนด์ไมโคร กล่าว “แอพฯ เหล่านี้อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล และก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงิน ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้ดาวน์โหลดแอพฯ จากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ และติดตั้งแอพฯ รักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงเพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพาของคุณ เทรนด์ไมโครนำเสนอแอพฯ รักษาความปลอดภัยฟรีบนอุปกรณ์พกพา Dr. Safety ซึ่งรองรับการปกป้องและการสแกนแบบอัตโนมัติ ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพฯ ที่มีความเสี่ยงอันตราย และยังคุ้มครองอุปกรณ์พกพาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด”

สามารถดาวน์โหลด Dr. Safety ได้จาก 3 ช่องทาง ต่อไปนี้:

  1. ค้นหา “Dr. Safety” บน Google Play
  2. สแกน QR code ด้านขวามือนี้เพื่อดาวน์โหลด Dr. Safety ภายใน 3 วินาที
  3. เยี่ยมชมแฟนเพจ Facebook ของเทรนด์ไมโคร และค้นหาแอพฯ “Dr. Safety”

 

 

สมาร์ทโฟนน้องใหม่แดนมังกร “VIVO” บุกตลาดไทย ประเดิมส่ง รุ่น Xshot เจาะคนชอบแชะ-แชร์


VIVO-Group-1

VIVO แบรนด์สมาร์ทโฟนน้องใหม่จากจีน เปิดตัวในเมืองไทยอย่างเป็นทางการภายใต้ธีม vivolution ปฏิวัติเพื่อพลังสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดนิ่ง ชูจุดเด่นสมาร์ทโฟนสำหรับคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นผู้นำเทรนด์ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว เพรียวบาง เหนือชั้นกว่าด้วยระบบเสียง Hi-Fiacoustic fidelity เพื่อประสบการณ์สื่อสารที่สมบูรณ์แบบ ประเดิมตลาดไทยด้วยรุ่น Xshot ที่อัดแน่นด้วยสุดยอดฟังก์ชั่นการถ่ายภาพระดับกล้องมือโปร พร้อมตามด้วยรุ่น Xplay3S เร็ว ๆ นี้

นายเหยา ยี หมิง กรรมการผู้จัดการบริษัทวีโว่ ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน vivo กล่าวว่า “vivo คือแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกซึ่งสรรสร้างขึ้นเพื่อผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หลงใหลแฟชั่นและความทันสมัย ด้วยรูปลักษณ์ของดีไซน์อันโดดเด่น ระบบเสียงคุณภาพสูงเพื่อประสบการณ์สื่อสารที่เพลิดเพลินอย่างเหนือชั้น ความมุ่งมั่นของ vivo คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เพียบพร้อมทั้งความสมบูรณ์แบบและคุณสมบัติที่เหนือความคาดหมาย ผลิตภัณฑ์ vivo ได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากการเปิดตัวในงาน Consumer Electronics Show หรือ CES 2014 ที่ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศจีน เมื่อปีที่แล้ววีโว่สามารถขายได้ถึง 15 ล้านเครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านหยวน หรือ 7,500 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 8% ซึ่งเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟน 5 อันดับแรกในจีน โดยเราเลือกที่จะจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรกสำหรับตลาดต่างประเทศเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคไทยรุ่นใหม่ที่นิยมความล้ำสมัย เป็นผู้นำเทรนด์ ชื่นชอบเทคโนโลยี นวัตกรรมล้ำสมัย พร้อมทั้งชื่นชอบดีไซน์ที่พิถีพิถัน หลังจากที่ได้รับกระแสตอบรับดีในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า”

สำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รูปแบบพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคก็มีความหลากหลาย โดยกล้องถ่ายภาพนับเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่คนไทยให้ความสำคัญมากในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน เนื่องจากการเติบโตของเทรนด์การถ่ายภาพ และแชร์ภาพทันทีผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทำให้ความต้องการในกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูงในมือถือที่ถ่ายแล้วอัพได้ทันทีเพิ่มขึ้นสูง เห็นได้จากข้อมูลของโซเชียล แรงค์ (Zocial Rank) ซึ่งเป็นเว็บไซต์เก็บข้อมูลสถิติต่าง ๆ เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเทศไทยได้เปิดเผยสถิติการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนไทยในช่วงปี 2012-2013 ว่าจากจำนวนนี้คนไทยที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก 18 ล้านคน มีการแชร์รูปสูงถึงกว่า 124,000 รูปต่อวัน

vivoโดย vivo จึงเปิดประเดิมตลาดไทยด้วยรุ่น Xshot สมาร์ทโฟนหน้าจอ Full HD ขนาด 5.2 นิ้ว โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นกล้องถ่ายภาพที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพ ด้วยกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ CMOS IMX214จากโซนี่ พร้อมเลนส์ถึง 6 ชิ้น รูรับแสงขนาด f/1.8 สามารถเก็บรายละเอียดได้คมชัดแม้ในที่แสงน้อย คู่กับ Dual LED Flash และระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS พร้อมโหมดการถ่ายภาพหลากหลายให้เลือก นอกจากนั้นยังสมารถบันทึกวิดีโอได้ละเอียดสูงถึง 4Kความละเอียดของกล้องหน้าสูงถึง 8 ล้านพิกเซล พร้อม LEDFlash และโหมด Face Beauty ให้คุณถ่ายภาพเซลฟีได้ดูดีทุกช๊อต

นอกจากนั้น Xshot ยังอัดแน่นด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่ล้ำสมัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Funtouch OS ซึ่งพัฒนาบน Android 4.3 ระบบประมวลผล Snapdragon 801 quad-core 2.26 GHz, RAM ขนาด 2GB และ ROM ขนาด 16GB พร้อมรองรับเทคโนโลยี 4G และระบบเสียงที่คมชัดระดับ Extreme Hi-Fi ด้วยชิป CIRRUS LOGIC CS4398 จากประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับการเปิดตัวในเมืองไทย vivo ได้กำหนดราคาขายอยู่ระหว่างเครื่องละ 5,000-20,000 บาท โดยได้ลงทุนด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาทสำหรับช่วง 3 ปีแรก ทั้งโฆษณาในสื่อหลักต่าง ๆ อาทิ โทรทัศน์ สื่อนอกอาคาร สื่อในห้างสรพสินค้า รวมทั้งสื่อออนไลน์ ตลอดจนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองหลัก อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา เป็นต้น โดยบริษัทมุ่งที่จะเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ กลุ่มที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและวัยเริ่มทำงาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชื่นชอบในแฟชั่น ไม่ตามใครและชอบเป็นผู้นำเทรนด์ ทั้งนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะครองส่วนแบ่งทางการตลาด 5% ภายในระยะเวลา 3 ปี สำหรับปีนี้เราตั้งเป้าที่จะจำหน่ายสมาร์ทโฟน   vivo ให้ได้ 100,000 เครื่องนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เข้าตลาดไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นปี 2557 โดยเรามั่นใจว่าการเข้ามาของ vivo จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค พร้อมช่วยสร้างมิติใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนของไทย

ทั้งนี้ สมาร์ทโฟน vivo ได้วางจำหน่ายที่ vivo Store ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ ร้าน CSC และร้าน SureLife โดยแบ่งสัดส่วนการกระจายสินค้าผ่านร้านผู้แทนจำหน่าย 75% ผ่านโอเปอร์เรเตอร์ 20% และหน้าร้าน vivo อีก 5% พร้อมทั้งเตรียมการที่จะขายทางอินเตอร์เน็ทเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ยังสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วยการรับประกันนานถึง 1 ปี และการดูแลหลังการขายที่มีคุณภาพ

เอชทีซีจับมือดีแทคเปิดตัว HTC One E8 เสริมทัพ HTC One Family


HTC E8 (1)เอชทีซี จับมือดีแทค เสริมทัพ HTC One Family ส่ง HTC One (E8) สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สุดหรูหรา น้ำหนักเบา ที่นำเอกลักษณ์ของตระกูล One ซึ่งคว้ารางวัลมาแล้วมากมายทั้งการเลือกใช้วัสดุที่แตกต่างและการเลือกใช้สีสันที่ดูโดดเด่นและเปี่ยมด้วยสไตล์ เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่และเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและการออกแบบโดยยังคงฟังก์ชั่นอันโดดเด่นของ HTC One ไว้อย่างครบครันทั้ง Motion Launch™ และ HTC BoomSound™ รวมถึงฟังก์ชั่นด้านภาพที่เยี่ยมยอดกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลพร้อมตอบรับไลฟ์สไตล์ของเหล่าแฟชั่นนิสต้า

มร.แจ็ค หยาง ประธานบริหารบริษัท เอชทีซี จำกัดภาคพื้นเอเชียใต้ กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ HTC One (M8) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสร้างสรรค์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆและในวันนี้เราเปิดตัว HTC One (E8)  เป็นการสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและคุณภาพเหนือระดับ เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างครบถ้วน โดย HTC One (E8) นอกจากจะมาพร้อมสุดยอดฟังก์ชั่นที่ครบครันแล้วยังมีดีไซน์ที่เท่และมีสไตล์ พร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษและตอบรับทุกความคาดหวังที่ผู้ใช้ต้องการจากโทรศัพท์รุ่น HTC One ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และความรู้สึกในการใช้งานที่แตกต่างไปจากสมาร์ทโฟนเครื่องอื่น ๆ ในตลาดในเวลานี้ หากคุณกำลังมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นเด่นที่จะมอบประสบการณ์ในการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังมาพร้อมรูปลักษณ์ที่แตกต่างเหนือใคร HTC One (E8) คือ      สมาร์ทโฟนที่ใช่สำหรับคุณแน่นอน”

นายปกรณ์ มโนรมย์ภัทรสาร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  ดีแทค กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ดีแทค ได้มีการวางขาย HTC One M8 และ  HTC Desire 816/310 ก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าดีแทคและในครั้งนี้ดีแทคเราก็พร้อมที่จะส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดบนเครือข่ายที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเครือข่ายการสื่อสารซึ่งมุ่งตอบสนองและให้ความสำคัญกับความต้องการลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ บริการ และเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ด้วย dtac TriNet – 3 โครงข่ายอัจฉริยะบนแบนด์วิธที่กว้างที่สุดและ พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นอีกขั้นกับ 4G บน dtac TriNet อีกด้วยครั้งนี้ดีแทคได้ทำโปรโมชั่นร่วมกันโดยเปิดตัวHTC One E8 ในราคาเพียง 17,900 บาท  สามารถผ่อน 0% นานสูงสุด 20 เดือนผ่านบัตรซิตี้แบงค์ เรดดี้เครดิต และรับส่วนลดแพ็กเกจถึง 50% นาน12 เดือน พร้อมของแถม HTC Dot View case มูลค่า 1,490 บาท นอกจากนั้นยังใช้สิทธิ์จากแคมเปญยิ่งอยู่นาน ยิ่งรักกันได้อีกด้วยโดยลูกค้าดีแทค นำอายุการใช้งานมาแลกเป็นส่วนลดค่าเครื่อง อายุการใช้งาน 1 เดือนเท่ากับ 10 บาท สูงสุด 20 ปี มูลค่า 2,400 บาท นอกจากลูกค้าจะใช้สิทธิ์นี้ซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาลดพิเศษแล้ว ยังให้เพิ่มอีก 1 สิทธิ์แก่เพื่อนหรือคนในครอบครัวของลูกค้าที่เข้ามาเป็นลูกค้าใหม่รายเดือนของ ดีแทคได้รับส่วนลดในอัตราเดียวกันกับลูกค้าปัจจุบัน กด *234# โทรออกเพื่อเช็คสิทธิ์ และด้วยศักยภาพของดีแทคที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศอาทิ ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขา ,ดีแทค ออนไลน์ สโตร์ และร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ทำให้เราเชื่อมั่นว่าก็จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย”

HTC One E8_Ace_White_FrontHTC One (E8) มาพร้อมสุนทรียะแห่งการดีไซน์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ทั้งการออกแบบให้ตัวเครื่องมีความ                 โค้งมนดูสวยและหยิบจับคล่องมือ บนหน้าจอขนาด 5 นิ้ว Full HD รองรับ 4G LTE และลำโพงคู่ด้านหน้าเทคโนโลยี BoomSound™ ที่ช่วยให้คุณภาพเสียงของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้โดดเด่นเหนือใคร พร้อมฟังก์ชั่น Motion Launch™ช่วยให้คุณสามารถใช้งานทุกฟีเจอร์สำคัญในสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็วทันใจเพียงการเคาะหรือสไลด์ด้วยนิ้วมือ และถ่ายภาพเซลฟี่ได้จี๊ดกว่าที่เคยด้วยกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเลนส์มุมกว้างและกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลทั้งนี้กล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังรองรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพเคลื่อนไหวแบบฟูลเอชดี 1080p ด้วย ทำให้ HTC One (E8) คือสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดสำหรับภารถ่ายภาพ นอกจากนั้นยังมาพร้อม HTC Dot View Case เคสสไตล์เรโทรสุดชิคเมื่อรวมกับฟังก์ชั่น Motion Launch™ คุณจะสามารถเปิดดูการแจ้งเตือนและรับสายโทรศัพท์เรียกเข้าได้อย่างมีสไตล์โดยไม่จำเป็นต้องเปิดฝาเคส และช่วยให้คุณเข้าถึงทุกการสื่อสารไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน

HTC One (E8) พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมนี้เป็นต้นไปในราคา17,900 บาท ที่ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศ, dtac online store ร้านเอชทีซีทั้ง 4 สาขา, TG Fone, Jaymart, Synnex, Banana ITและร้านขายมือถือทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีดำ และสีขาว

 

“ไลน์” ยุติขายสติกเกอร์ที่ใช้คาแรคเตอร์เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาแล้ว


353

บริษัทไลน์ ประเทศไทย จำกัด ได้แจ้งว่าเนื่องจากมีครีเอเทอร์สติกเกอร์ที่ใช้คาแรคเตอร์เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาออกวางจำหน่ายผ่านLINE ครีเอเทอร์มาร์เก็ต ซึ่งอาจมีสติกเกอร์บางส่วนที่ขัดต่อวัฒนธรรมหรือแนวคิดของคนบางกลุ่มหรือในบางประเทศ ทาง LINE ได้ดำเนินการหยุดการขายสติกเกอร์เซ็ตนั้นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทาง LINE มิได้มีเจตนาในการลบลู่ดูหมิ่นพุทธศาสนาแต่อย่างใด LINE ประเทศไทย ต้องขออภัยไว้​ ณ ที่นี้ด้วย และ LINE ยังคงพัฒนาการให้บริการคอนเทนท์ที่เหมาะสมบน LINE ครีเอเทอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถส่ง -ขายผลงานสติกเกอร์ของตัวเองผ่าน LINE ได้ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

WD เผยโฉม MY BOOK DUO ความจุเต็มอิ่ม 12 เทราไบต์


wdfMB_Duo

WD  บริษัทในเครือของเวสเทิร์น ดิจิตอล และครองตำแหน่งผู้นำระดับโลกด้านระบบการจัดเก็บข้อมูลสำหรับผลิตภัณฑ์ Connected Life วันนี้เปิดตัว My Book Duo สมาชิกใหม่ล่าสุดในกลุ่มระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดสก์ท็อปสำหรับใช้งานภายในบ้านและสำนักงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ My Book Duo ประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์สองตัว ใช้เทคโนโลยี RAID ระดับฮาร์ดแวร์ และอินเทอร์เฟซ USB 3.0 มาพร้อมกับความจุขนาดมหึมา และความเร็วในการถ่ายโอนไฟล์ที่ไม่สามารถพบได้ในระบบไดรฟ์ตัวเดียว My Book Duo มีวางจำหน่ายแล้วที่ระดับความจุ in 4 TB , 6 TB, 8 TB และ 12 TB และยังมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่จะสร้างการสํารองข้อมูลทั้งในตัวไดรฟ์และแบบคลาวด์ที่ปลอดภัย รวมถึงการสำรองข้อมูลที่ระดับระบบเพื่อการปกป้องข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ

“ไล่ตั้งแต่มือโปร ครีเอทีฟ และผู้ใช้งานระดับผู้เชี่ยวชาญไปจนถึงผู้ที่คิดค้นเนื้อหาอยู่เป็นประจำ รวมถึงผู้ที่มีข้อมูลขนาดใหญ่อยู่ในมือจะพบว่า My Book Duo เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่รวดเร็วและน่าเชื่อถือในการถ่ายโอนเนื้อหาจากคอมพิวเตอร์จัดระเบียบไว้ในที่เดียว และปกป้องข้อมูลด้วยการสำรองข้อมูล การใช้รหัสผ่านและเข้ารหัส” จิม เวลช์ รองประธานฝ่ายบริหารส่วนคอนเทนต์โซลูชันและการจำหน่ายทั่วโลกของ WD กล่าวและเสริมว่า “My Book Duo นำเสนอความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วมาก ความจุขนาดมหึมา และฮาร์ดดิสก์ WD Red® ที่รวมเข้าไว้ด้วยเพื่อมอบระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดสก์ท็อปชั้นยอด สำหรับคลังดิจิตอลทั้งหมดของคุณ”

การออกแบบดูอัลไดรฟ์ของ My Book Duo ในครั้งนี้มอบประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกว่าด้วยการเชื่อมต่อแบบ USB 3.0 เพื่อเร่งความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 290 MB/วินาที ฮาร์ดดิสก์ WD Red ที่รวมเข้าไว้ด้วยซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับสภาพแวดล้อม RAID ขนาดเล็ก พร้อมฮาร์ดแวร์ RAID ของแท้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดสภาวะคอขวดของข้อมูล My Book Duo ซึ่งได้รับการกำหนดค่าไว้ล่วงหน้าใน RAID (Redundant Array of Independent Disks) 0 เพื่อมอบประสิทธิภาพและความจุในระดับสูงสุด มาพร้อมกับความยืดหยุ่นเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากโหมดมิเรอร์ (RAID 1) สำหรับการปกป้องข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือใช้การกำหนดค่า JBOD เพื่อใช้ฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว ในโหมดมิเรอร์ (RAID 1) ฮาร์ดดิสก์จะยังคงเก็บรักษาสำเนาชุดที่สองของไฟล์ดิจิตอลทั้งหมดสำหรับการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ . โดยไดรฟ์ตัวที่หนึ่งจะถูกใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ไว้ ขณะที่ไดรฟ์ตัวที่สองจะถูกใช้สำหรับสำเนาข้อมูลที่ซ้ำกัน ในสถานการณ์ที่ไดรฟ์ตัวที่หนึ่งทำงานล้มเหลวซึ่งไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก ข้อมูลทั้งหมดของผู้ใช้ก็จะยังคงเรียกใช้งานจากไดรฟ์อีกตัวหนึ่งได้

ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ใน My Book Duo นำเสนอรูปแบบการปกป้องข้อมูลที่หลากหลาย ด้วยการสํารองข้อมูลทั้งในตัวไดรฟ์และแบบคลาวด์ รวมถึงการสำรองข้อมูลที่ระดับระบบผ่านซอฟต์แวร์ WD SmartWare Pro เพื่อการสำรองข้อมูล และซอฟต์แวร์ Acronis True Image WD Edition (แบคอัพทั้งระบบปฏิบัติการ) การตั้งค่าแบคอัพโดยอัตโนมัติและต่อเนื่องภายใน WD SmartWare Pro ทำให้การสำรองข้อมูลไฟล์และโฟลเดอร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย My Book Duo นำเสนอการปกป้องข้อมูลได้มากเป็นทวีคูณ และประโยชน์ในการเข้าถึงผู้ใช้บัญชี Dropbox นอกจากนี้แล้ว ด้วย My Book Duo ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่บันทึกไว้ในระบบคลาวด์ได้ด้วยการเข้าถึง Dropbox Web

นอกเหนือจากข้อดีในเรื่ิองประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ RAID แล้ว My Book Duo ยังได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุดเป็นหลัก My Book Duo ใช้การเข้ารหัสฮาร์ดแวร์ AES แบบ 256 บิต และการป้องกันด้วยรหัสผ่าน เพื่ิอการรักษาความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างเต็มที่

เอไอเอส ผนึก ซีไอเอ็มบี ไทยร่วมพัฒนา “Beat Banking”บริการธนาคารรูปแบบใหม่บนมือถือ


1 (3)

เอไอเอส และ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างธนาคารและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์บริการธนาคารรูปแบบใหม่บนมือถือสำหรับคนยุคใหม่ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “Beat Banking” โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ปีนี้

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสมุ่งมั่นพัฒนาบริการต่างๆ บนเครือข่ายคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า 42.9 ล้านราย ให้สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมาโดยตลอด และเนื่องจากปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นบริการที่ได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็วมากขึ้น เอไอเอสจึงมีนโยบายในการพัฒนาบริการดังกล่าวให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าในยุคดิจิทัล ภายใต้แนวคิด Ecosystem ระบบนิเวศน์แห่งการสื่อสาร โดยการผสานความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำอย่างธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เพื่อยกระดับการทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย และได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอไอเอสเชื่อมั่นว่าบริการธนาคารรูปแบบใหม่บนมือถือ ภายใต้ชื่อ “Beat Banking” ซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ จะสามารถส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าเอไอเอสได้เป็นอย่างดีแน่นอน”

ด้าน นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว “Beat Banking” มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่โทรศัพท์มือถือเข้ามามีอิทธิพลกับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ ซึ่งบริการรูปแบบใหม่นี้ จะพลิกโฉมวงการธนาคารและวงการโทรศัพท์มือถือของประเทศไทยไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยความตั้งใจของเราคือการผนวกเรื่องการใช้ธุรกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวันเต็มรูปแบบเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกับโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยการผสมผสานความชำนาญของของเอไอเอสที่เข้าถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้ารายย่อยกับความเชี่ยวชาญในด้านบริการธนาคารเพื่อผู้บริโภคในระดับภูมิภาคของกลุ่มซีไอเอ็มบี โดยเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรก ได้แก่ เงินฝากอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ฝาก ถอน โอนได้คล่องตัว ทำธุรกรรมได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ปีนี้”

ดีแทคเปิดจำหน่าย OPPO Neo 5 สมาร์ทโฟนรองรับ TriNet 4G ความเร็วสูง


AP1_5517

นายปกรณ์ มโนรมย์ภัทรสาร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค และนายชูเกียรติ  อรุณอุดมชัย ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด เปิดตัว OPPO Neo 5 สู่ตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทยอย่างเป็นทางการ โดยดีแทคได้สิทธิ์เป็นผู้ให้บริการรายเดียวในประเทศไทยที่จัดจำหน่าย OPPO Neo5 สมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 4G บน dtac TriNet ในราคาสุดคุ้มค่าเพียง 5,990 บาท มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษให้ผ่อน 0% นาน 20 เดือน เมื่อซื้อ OPPO Neo5  พร้อมรับส่วนลดค่าบริการ 50% นาน 12 เดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจที่กำหนด โดย OPPO Neo 5 มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาว และ สีดำ ด้วยหน้าจอสัมผัสใหญ่ 4.5 นิ้ว IPS ความละเอียด FWVGA (845×480) ภาพชัดด้วยกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ Beauty Plus และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล เร็วแรงด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 400 Quad Core 1.2GHz   พร้อมระบบปฎิบัติการ Color OS 1.4 (Android 4.2) เอกลักษณ์จาก OPPO ด้วยการสั่งงานผ่าน Gesture ต่างๆ , หน่วยความจำภายใน 4GB พร้อม 1GB Ram, แบตเตอรี่ 1,900mAh พร้อมทั้งฟังก์ชั่นอัจฉริยะ OTG  ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Flash drive หรือเม้าส์ แป้นพิมพ์

OPPO Neo 5 สมาร์ทโฟนดีไซน์สวยราคาคุ้มค่าพร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้  เฉพาะที่ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศและดีแทคออนไลน์สโตร์เท่านั้น    พร้อมรับประกันนาน 15 เดือน (เฉพาะช่องทางดีแทค) รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.dtac.co.th

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.