บริษัทพัฒนาเมือง โมเดลใหม่ ขับเคลื่อน Smart City ผ่านพลังประชารัฐ เพื่อบูรณาการอย่างยั่งยืน


ในปีที่ผ่านมานโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล Thailand๔.๐ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยหนึ่งในโครงการที่ช่วยส่งเสริมนโยบายดังกล่าว คือ โครงการส่งเสริมพื้นที่พิเศษสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ
Smart City ซึ่งจะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยให้เกิดการเชื่อมต่อ ปรับเปลี่ยน แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับ อันเป็นการจำกัดโอกาสในการลงทุน รวมทั้งเพื่อส่งเสริมพัฒนานวัตกรรม การเรียนรู้เทคโนโลยี การให้คำปรึกษาธุรกิจในพื้นที่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเกิดการพัฒนาอย่าง

smart.jpg

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล Thailand ๔.๐ ผ่านโครงการ Smart City นั้น ทางกระทรวงดีอีได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการพัฒนาและวางโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ การจัดทำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟ ซึ่งตรงนี้คือจุดเริ่มต้น แต่การจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต้องอาศัยพลังประชารัฐหรือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชนที่เป็นคนในพื้นที่

เนื่องจากแนวคิดหลักของ Smart City คือ การกระจายอำนาจและสร้างความสามารถในการบริหารจัดการเมืองของแต่ละท้องถิ่น การสร้างอำนาจให้กับประชาชน และชุมชนในการร่วมกำหนดทิศทาง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในการบริหารจัดการเมือง เช่น การมีระบบแจ้งเหตุร้ายหรือความเสียหายของเมืองจากประชาชนผ่านระบบแอปพลิเคชัน โดยหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องและมีการแสดงความคิดเห็นเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาและความชัดเจนด้านต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นสัญญาณให้เกิดการผลิกโฉมเมืองได้จริง อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงภาพที่หลายฝ่ายมอง แต่เรื่องเหล่านี้ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะความท้าทายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเมือง การบริหาร การจัดทำงบประมาณ รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมและที่สำคัญ คือ หัวใจหลักของการเรียนรู้และพัฒนาทั้งคน สังคม เมือง ต้องร่วมมือกัน

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) (ซิป้า) เดิม  ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ Phuket Smart City ทำให้พบปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น สำหรับการพัฒนา Smart City แบบยั่งยืน อาทิ ปัญหาด้านงบประมาณในการขับเคลื่อนที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดผู้ดำเนินงานในระยะยาว ดังนั้นหากต้องการให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย ซึ่งหลาย ๆ บริการสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการ หากมีรูปแบบธุรกิจที่ดี จึงเชื่อว่าภาคเอกชนจำนวนมากต้องการเข้ามาดำเนินการตรงนี้ ดังนั้นภาครัฐเองจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง แต่ให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ร่วมดำเนินงาน

จุดนี้เองเป็นข้อต่อที่สำคัญในการเชื่อมประสานการลงทุนและเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัทพัฒนาเมือง หรือการรวมตัวของนักธุรกิจท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ของตนเองไปข้างหน้าและ
ไม่ได้หวังพึ่งพารัฐบาลอย่างเดียว โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากนักธุรกิจขอนแก่นที่ได้รวมตัวกันจดทะเบียนในชื่อว่าบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง
(เคเคทีที) ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาขอนแก่นให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศไทยในเรื่องของรายได้ระดับปานกลางและการรอคอยการพึ่งพาจากผู้อื่น โดยไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตนเอง ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินการจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองของขอนแก่น ก็เป็นที่มาให้จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดภูเก็ตพัฒนาตาม    

ทั้งนี้ ในการจัดตั้ง บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง (พีเคซีดี)” เกิดขึ้นครั้งแรกจากการรวมตัวของนักธุรกิจท้องถิ่น ๒๕ คน ลงทุนจดทะเบียนเปิดบริษัทในทุนจดทะเบียน ๑๐๐ ล้านบาท โดยการบริหารในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งคอมพานี ซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ๑๒ หน่วยธุรกิจ และมีหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา โครงการ Phuket Smart City ด้วย ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทได้ศึกษาหลายมิติ เช่น มิติเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว การใช้พลังงานทดแทน การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล โดยมิติเหล่านี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการเป็นที่ปรึกษา การถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยี การส่งเสริมการลงทุนร่วมกับ BOI และการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว เนื่องจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้ทดลองนำร่องโครงการ Phuket Smart City และเมื่อมีการผนวกการทำงานร่วมกัน จะทำให้กลไกในการทำงานง่ายขึ้นเพราะเป็นการขยายผลต่อ โดยเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนSmart City ซึ่งถือเป็นการประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีกงล้อสำคัญที่เข้ามาดัน คือ บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง

คาดว่าการดำเนินการจะได้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงเดือนเมษายน โดยการเปิดตัวแอปพลิเคชันที่จะทำให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น โดยจะมีการลงทุนเรื่องรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวคำนวณเวลาการเดินทางและรู้ว่าควรเดินทางเช่นไรได้ และการพัฒนาแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการลงทุน นอกจากนี้ ในช่วงระยะ ๓ ปีขึ้นไป จะมีการศึกษาพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน อาทิ การพัฒนาความปลอดภัยเมือง การดูแลสิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งมวลชน พลังงานลม และคลื่นในทะเล 

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าความต้องการของเมืองนั้นมีไม่สิ้นสุดและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่ใช่การลงทุนเพียง ๑ ปีแล้วเลิกไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ จะนำงบประมาณจากที่ไหนมาลงทุน ดังนั้นงบประมาณจากภาคเอกชนจึงเป็นคำตอบที่จะทำให้กงล้อทั้งหมดหมุน ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากต้องการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพะจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ซึ่งมีความพร้อมหลายด้าน แต่ติดปัญหาด้วยวิธีปฏิบัติ การหาเจ้าภาพจากหน่วยงานภาครัฐที่ชัดเจน ดังนั้น การมีบริษัทพัฒนาเมืองจะเป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะทำให้ง่ายขึ้น โดยภายในงานวันที่ ๒๖ มกราคมนี้ เชื่อว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจขึ้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมงานมีทั้งผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นักลงทุน สถานทูต นอกจากนี้หากโมเดลการพัฒนาเมืองพัฒนามากขึ้นในเฟตสองจะมีการเปิดให้นักธุรกิจเข้ามาเพิ่มทุนและขยับไปถึงการเข้ามาของประชาชนในพื้นที่ ตลอดไปถึงความสำเร็จสูงสุด คือ การระดมทุนจากทั่วประเทศผ่านการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาที่เกิดขึ้นยั่งยืนต่อไป 

อินสตาแกรม เปิดตัวฟีเจอร์ไลฟ์ วิดีโอ ถ่ายทอดสดส่งตรงจากอินสตาแกรม สตอรี่ส์


อินสตาแกรมมีความยินดีที่จะประกาศเปิดใช้ฟีเจอร์ไลฟ์ วิดีโอ บนอินสตาแกรม สตอรี่ส์ เป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ในการเชื่อมต่อกับเพื่อนและผู้ติดตามของคุณ เริ่มเปิดให้ผู้ใช้ชาวไทยและชุมชนทั่วโลก ใช้งานได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (25 มกราคม 2560)

สำหรับการใช้งานไลฟ์ วิดีโอ เพียงแค่เลื่อนหน้าจอไปทางขวา เพื่อเข้าสู่การใช้งานกล้องของโหมดสตอรี่ส์ และกดปุ่ม “ไลฟ์” เพื่อเริ่มวิดีโอถ่ายทอดสด โดยไลฟ์ วิดีโอของคุณจะหายไปจากแอพพลิเคชั่นทันที หลังจากที่คุณถ่ายทอดสดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น สบายใจได้ในการแบ่งปันเรื่องราวทุกเวลาที่ต้องการ และเมื่อเริ่มไลฟ์ เพื่อนๆ ของคุณอาจเห็นการแจ้งเตือนให้เข้าร่วมชมวิดีโอนั้นๆ ได้ โดยระหว่างถ่ายทอดสดสามารถปักหมุดคอม

ทรูมูฟ เอช ผนึก อีริคสัน ประกาศความพร้อมเข้าสู่ยุค 5G


IMG_0533.JPG
ทรูมูฟ เอช ตอกย้ำผู้นำเครือข่ายที่ดีที่สุดในไทย เดินหน้าเตรียมความพร้อมพัฒนาเครือข่ายรองรับการสื่อสารแห่งโลกอนาคต ล่าสุดผนึกอีริคสัน พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีต้นแบบระบบส่งสัญญาณ 5G ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMO ในระบบ TDD บนย่านความถี่สูงสำหรับ 5G ในอนาคตและจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้คนไทยสามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัล และสอดคล้องกับการปรับตัวของประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ 4.0 เต็มตัว

นายอดิศักดิ์ ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าคณะผู้บริการด้านปฏิบัติการโครงข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “ทรูมูฟ เอช ในฐานะผู้ให้บริการที่มีครบทุกย่านความถี่ ทั้ง 900/850/1800 และ 2100 MHz และมีสถานีฐาน 4.5G จำนวนมากที่สุดในไทย ได้เปิดให้บริการ 4.5G เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ “ทรูมูฟ เอช 4G Plus” ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานดาต้าที่ดีที่สุด และเรายังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายให้มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สำหรับตัวต้นแบบเทคโนโลยี 5G ที่เราได้ร่วมมือกับอีริคสัน ในการพัฒนาและออกแบบโครงข่ายเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายระบบ 5G สำเร็จเป็นเครื่องแรกในไทยนี้ เป็นระบบส่งสัญญาณ 5G ตัวต้นแบบ ที่ส่งสัญญาณได้ด้วยความเร็ว มากกว่าการให้บริการ 4.5G ในปัจจุบันถึง 20 เท่า โดยใช้เทคโนโลยีตัวส่งสัญญาณแบบ Massive MIMO TDD ย้ำถึงความพร้อมของทรูมูฟ เอช ที่จะเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ได้ในเร็ว ๆ นี้”

นางนาดีน อัลเลน ประธานบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “อีริคสัน ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและบริการต่าง ๆ และเป็นพันธมิตรที่สำคัญด้านเทคโนโลยีของทรูมูฟ เอช เราภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย และมอบประสบการณ์การสื่อสารความเร็วสูงให้กับผู้บริโภคชาวไทย ความสำเร็จจากการร่วมมือกับทรูมูฟ เอช ในการพัฒนาและทดสอบระบบส่งสัญญาณต้นแบบ 5G ในครั้งนี้ จะส่งผลให้นักธุรกิจและประชาชนชาวไทยสามารถใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่วิถีชีวิตในอนาคตที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

Thoth Zocial’ ผนึกกำลัง ‘OBVOC’ ครองตลาดข้อมูลโซเซียล


IMG_0532.JPG

บริษัท โธธ โซเซียล จำกัด (Thoth Zocial) จับมือบริษัท วันบิต แมทเทอร์ จำกัด (โอบีว็อค “OBVOC”) ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ ดำเนินธุรกิจด้านการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์เชิงลึก เพื่อครองความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านตลาด ข้อมูลโซเชียล รองรับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในธุรกิจยุคปัจจุบัน โดยมีบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด (N-Vest Venture) ฐานะผู้จัดการกองทุน ผู้เป็นตัวแทนธนาคารออมสินและ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมลงทุน
นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โธธ โซเซียล จำกัด กล่าวว่า “Thoth Zocial และ OBVOC ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการข้อมูลบนโลกโซเซียล ต่างเล็งเห็นโอกาสเติบโตของธุรกิจอย่างก้าวกระโดด ด้วยแนวคิดที่สอดคล้องกันเรื่องของการเล็งเห็นความสำคัญของข้อมูลโซเชียล โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการนำข้อมูลโซเชียลมาเสริมสร้าง และพัฒนาศักยภาพของการวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้การผนึกกำลังจะเพิ่มขีดจำกัดในการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างครบวงจร อีกทั้งเพิ่มความสามารถในการพัฒนาเครื่องมือการบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากโลกโซเชียล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาด
Thoth Zocial และ OBVOC เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลโซเซียลมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ และหนึ่งในปัจจัยสำคัญของในการประสบความสำเร็จของธุรกิจภายใต้ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ควรที่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูลโซเซียลที่เราเรียกว่า Social Driven Business โดยโซเซียลมีเดียเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดเมื่อเทียบกับสื่อประเภทอื่นๆ เนื่องจากมีผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปรงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงผู้ใช้งานโซเซียล มากกว่า 50% สังเกตได้จากแอพพลิเคชั่น ยอดนิยม อย่างเช่น Line ที่มียอดผู้ใช้งานเกิน 33 ล้านคน และช่วงเวลาการใช้เฉลี่ยต่อคนต่อวันค่อนข้างสูง หรือ Facebook ที่คาดว่ามีผู้ใช้งานมากถึง 44 ล้านคน ซึ่งเกินครึ่งของประชากรไทย โดยมีอัตราการเติบโตผู้ใช้งานสูงถึง 7% ต่อปี อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวเกิดกับคนทุกวัย โดยกลุ่มสูงวัยเป็นกลุ่มที่มีอัตราการสมัครใช้งาน Facebook มากที่สุดถึง 25% ซึ่งจากเดิมคนกลุ่มนี้บริโภคสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์เป็นหลัก
จากตัวอย่างดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดและช่องทางการสื่อสารแก่ลูกค้า เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งธุรกิจมีความจำเป็นอย่างยิ่งการวัดประสิทธิภาพสื่อหรือความคุ้มทุนในการลงทุน โดยโซเชียลเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการ วิเคราะห์เชิงลึก เพื่อธุรกิจจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
นายพเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันบิต แมทเทอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเรา จะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยทาง OBVOC มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการตามโจทย์หรือวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของลูกค้า เช่น การวัดผลแบรนด์ของลูกค้าเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง การรับฟังความเห็นของผู้บริโภคหลังจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการวัดผลการออกแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งบริการของเราจะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รวมถึงการตัดสินใจบนฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision) อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นายพเนิน ยกตัวอย่างความสำคัญของความรวดเร็วดังกล่าว “ซีอีโอและผู้บริหารต้องการข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อประเมินสถานการณ์ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ภาพรวมของธุรกิจ ขณะที่ฝ่ายการตลาดต้องการติดตาม และประเมินผลประสิทธิภาพแคมเปญการตลาดว่าคุ้มกับงบประมาณที่จ่ายลงไปหรือไม่ เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดให้ทันต่อสถานการณ์การแข่งขัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารองค์กรฯ ที่ต้องเฝ้าระวังภาพลักษณ์เชิงลบ จะสามารถวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที ฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่ต้องทราบฟีดแบ็กของกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วเพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องตามความต้องการของลูกค้า เราจะเห็นได้ว่าความรวดเร็วของข้อมูลจะสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างมีศักยภาพ และรวดเร็วต่อสถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน”
นายศรัณย์ สุตันติวรคุณ หุ้นส่วนบริหาร บริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด ในฐานะนักลงทุน กล่าวว่า “เนื่องจากในปัจจุบันคนไทยใช้โซเซียลมีเดียอย่างมากในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งองค์กรธุรกิจต้องเตรียมความพร้อม และปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาโอกาสจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยผมเห็นว่า Thoth Zocial และ OBVOC เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกโซเชียล ที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งการร่วมมือของทั้งสองบริษัทจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการให้บริการด้านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้น การร่วมมือระหว่าง Thoth Zocial และ OBVOC จะมาตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่เล็งเห็นความสำคัญของข้อมูลจากโลกโซเซียล โดยคาดว่าจากแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของโซเซียลมีเดีย จะช่วยหนุนรายได้ของทั้งสองบริษัท ให้เติบโตไปพร้อมกัน ทั้งนี้ในเบื้องต้นทั้งสองบริษัทได้ตั้งเป้ารายได้ที่ระดับหลักร้อยล้านบาท ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่เรามีความเชื่อมันในอุปทาน (Demand) การใช้ข้อมูลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ยังจะเติบโตในอัตราเร่งไปอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปี ดังนั้น เราจึงมุ่งไปที่การสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีสำหรับลูกค้าเป็นอันดับแรก

บราเดอร์ ยกทัพกูรูด้านไอทีและผู้บริหารองค์กรชั้นนำถกทิศทางวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล


IMG_0529.PNG
บราเดอร์ จับมือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระดมความคิดชี้เทรนด์กระแสโลก เตรียมความพร้อมเพิ่มศักยภาพองค์กรรองรับการเติบโตทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการชั้นนำของไทย โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณกรณ์ จาติกวณิช ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล’ พร้อมเปิดประสบการณ์ความสำเร็จกับมุมมองของผู้นำองค์กรธุรกิจการศึกษาของไทย ดร.สมบูรณ์ ศุขสาตร รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยี ม.รังสิต ที่มาร่วมถ่ายทอดเคล็ดลับ The Experiential Solutions Sharing ตบท้ายด้วยการเสวนาองค์ความรู้ด้านดิจิทัลในหัวข้อ The New Era of Digital for Business Solutions and Digital Transformation (Big Data, IOT and Cloud) โดย 2 กูรูผู้คร่ำหวอดของวงการเทคโนโลยีดิจิทัล ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และคุณพลวัฒน์ จิระจักรวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเทคโนโลยีดาต้าแพลตฟอร์มและคลาวด์ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะมาถ่ายทอดความรู้เรื่องระบบความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศในโลกยุคปัจจุบัน

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่บราเดอร์ได้เปิดฉากปี 2560 ด้วยการเปิดมุมมองและเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์โซลูชันเทคโนโลยีการพิมพ์แบบครบวงจรให้แก่กลุ่มธุรกิจองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวทางที่จะนำองค์กรสู่ความสำเร็จโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือมุ่งสู่เป้าหมายธุรกิจผ่านการจัดงานสัมมนา ‘The New Era of Digital for Business Solutions’ ขึ้น

“ปัจจุบัน บราเดอร์ ได้นำเสนอโซลูชันเทคโนโลยีการพิมพ์แบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มธุรกิจองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนาทีมที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละกลุ่มธุรกิจพร้อมเข้าไปร่วมศึกษาพฤติกรรมการใช้งานและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละองค์กร โดยนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขึ้นอีกขั้น และยังเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ อันนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยโซลูชันแรกที่นำเสนอคือ Printing Software Solutions ซึ่งนอกจาก บราเดอร์ จะพัฒนากลุ่มสินค้าด้านการพิมพ์แบบครบวงจร อาทิ เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ ฯลฯ แล้ว บราเดอร์ยังได้พัฒนาซอฟท์แวร์ และร่วมกับผู้ผลิตซอฟท์แวร์ชั้นแนวหน้าทั้งในไทยและต่างประเทศ

เพื่อนำซอฟท์แวร์ดังกล่าวมาเพิ่มประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มธุรกิจ และโซลูชันในแบบที่ 2 เรียกว่า Non-Box Selling Solutions ทีมผู้เชี่ยวชาญของบราเดอร์จะเข้าไปศึกษาความต้องการของลูกค้า เพราะเราเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละรายมีความต้องการที่แตกต่างกัน บราเดอร์พร้อมนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการและการใช้งานของลูกค้าได้ เช่น โซลูชั่นรูปแบบการเช่าซื้อ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการซื้อหรือดูแลเครื่อง สำหรับลูกค้าบางรายที่ให้ความสำคัญในเรื่องค่าใช้จ่าย บราเดอร์ก็มีบริการจ่ายตามปริมาณการใช้จริง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน หรือจะเป็นโซลูชันใช้เท่าไรจ่ายตามจริงที่เหมาะมากสำหรับองค์กรที่มีปริมาณการพิมพ์ไม่มากนัก บราเดอร์ ก็มีบริการดังกล่าวให้เช่นกัน” นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ อธิบายถึงภาพรวมโซลูชันที่ บราเดอร์ เตรียมรองรับความต้องการของกลุ่มธุรกิจองค์กร ณ ปัจจุบัน

ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ IDC (บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก) ล่าสุดระบุว่า เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามองในปี 2560 คือ Digital Transformation ส่งผลให้ธุรกิจองค์กรในสาขาต่างๆ ทั่วโลกตื่นตัวและเร่งปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงประเทศไทยที่ภาครัฐได้ให้ความสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ Thailand 4.0 เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรองรับการทำงานในโลกดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในแบบองค์รวมให้แก่ประเทศ “ปัจจุบัน นอกจากการขยายตัวขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่เดิมแล้ว การเกิดใหม่ของกลุ่ม SME และ SOHO ก็ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีการพิมพ์เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการพิมพ์เพิ่มมากขึ้น และจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล โดยใช้ Scanner ซึ่งลูกค้ากว่า 70% ของบราเดอร์เป็นลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ” นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กล่าวเสริม

“ทั้งนี้ กลยุทธ์การขยายฐานกลุ่มลูกค้าธุรกิจองค์กรของ บราเดอร์ ในปี 2560 นั้น บราเดอร์ จะเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านโซลูชันเทคโนโลยีการพิมพ์แบบครบวงจรให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มธุรกิจองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการจัดงานสัมมนา ‘The New Era of Digital for Business Solutions’ และตามด้วยการจัดสัมมนากลุ่มย่อยที่บราเดอร์ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจจัดขึ้น เพื่อนำเสนอ Brother New Business Solutions โดยทีมผู้เชี่ยวชาญแบบเจาะลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ อาทิ ธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจเฮลธ์แคร์ ฯลฯ และมีเป้าหมายให้ลูกค้าได้นำโซลูชันดังกล่าวไปใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิผลของการดำเนินธุรกิจจากปัจจุบันสู่อนาคต” นายธีรวุธ กล่าวเสริม

สำหรับผลประกอบการของบราเดอร์ทั่วโลก ในปี 2558 มีรายได้อยู่ที่ 745 พันล้านเยน หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลว่า เงื่อนไขในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ในการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนโยบายแรกที่ได้ประกาศออกมาคือการถอนตัวออกจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (ทีพีพี) ทั้งนี้ไทยต้องมีการหารือถึงความได้เปรียบหรือเสียของนโยบายในข้อนี้ 2.การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม คือ สังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ดังกล่าว จะส่งผลแน่นอนกับแนวทางของผู้ประกอบการ ในการประเมินความต้องการของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล 3.การสร้างเมืองใหม่ คือการโอนย้ายสถานะจากชนบทสู่เมืองมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีน ส่งผลให้คนมีรายได้มากขึ้น เกิดการท่องเที่ยว ซึ่งไทยเองก็ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ จะสามารถเตรียมการรองรับการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคตได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรม สายการบิน และโลจิสติกส์ 4.การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด สินค้าทุกกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามต้องกลับมาดูด้านผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐและเอกชน ว่าจะสามารถเตรียมแผนรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ซึ่งปัจจัยหลักที่จะสร้างความแข็งแกร่งด้านศักยภาพด้านการแข่งขัน คือการนำนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาวางรากฐานระบบการทำงาน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมีศักยภาพ

“ปัจจุบันทางภาครัฐพยายามผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยตื่นตัวสร้างความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้ในการวางระบบการดำเนินงานภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญ ซึ่งการวางระบบดังกล่าวต้องพึ่งนวัตกรรมเทคโนโลยีที่พัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดึงเอาบริการในรูปแบบโซลูชั่นเข้ามาใช้อย่างเหมาะสมกับโครงสร้างองค์กร” นายกรณ์กล่าวสรุป

LINEจัดหนัก คลอด 3 โปรเด็ดรับเทศกาลตรุษจีน


IMG_0527.PNG
LINE จัดใหญ่รับเทศกาลตรุษจีน ส่ง 3 โปรโมชันเด็ด ให้บรรดาอาตี๋อาหมวยได้ฉลองปีใหม่จีนกันอย่างจุใจ จะวันไหว้ หรือวันเที่ยว LINE ก็มี เซอร์ไพรส์ครบครัน พาเหรดกันมาทั้งชุดไหว้เจ้าลิมิเต็ดอิดิชัน สติกเกอร์อวยพรตรุษจีนราคาพิเศษ รวมถึงโปรโมชันช้อปสุดคุ้ม ให้ผู้ใช้ได้เลือกช้อปเลือกใช้กันแบบเต็มอิ่ม

ซินเจียยู่อี่ มีสติกเกอร์ใช้ ลดกระหน่ำราคาพิเศษ วันเดียวเท่านั้น!
เฮงๆ ปังๆ กับโปรโมชันสุดคุ้ม ให้ทุกคนได้ส่งคำอวยพรเก๋ๆ ต้อนรับวันปีใหม่จีน กับสติกเกอร์ LINE 5 เซต ในคอนเซ็ปท์ตรุษจีน สุขแบบคุ้มสุดๆ ใน ราคาพิเศษเพียงเซตละ 10 เหรียญเท่านั้น พิเศษเฉพาะวันที่ 28 มกราคมนี้ วันเดียวเท่านั้น ว่าแล้วก็อย่ารอช้า มาร่วมส่งความสุขผ่านสติกเกอร์ LINE กันดีกว่า

เซตอาหารไหว้เจ้าลิมิเต็ดอิดิชั่นรับวันจ่ายจาก LINE MAN
พบกับเซตอาหารไหว้เจ้าชุดพิเศษ รวบรวมอาหารเด็ดจากร้านดังทั่วเมืองกรุง ไม่ว่าจะเป็น ไก่จากร้านข้าวมันไก่เจ๊อ้วน เป็ดย่างเจ้าสัวชื่อดัง หมูต้มจากซ้งเป็ดพะโล้ ขนมเข่งและขนมเทียนจากร้านไฮ้นครโภชนา มารวมไว้ในเซตเดียวสำเร็จรูป พร้อมให้คุณสั่งผ่าน LINE MAN รับวันจ่ายคือวันที่ 26 มกราคมนี้เท่านั้น! ไม่ต้องฝ่ารถติด ยืนรออาหารให้วุ่นวาย เตรียมรอรับสวยๆ ได้ เพราะ LINE MAN พร้อมส่งตรงถึงหน้าบ้านคุณ (สั่งผ่านแอพฯ LINE MAN ได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป)

ลิงก์ดาวน์โหลด LINE MAN: http://onelink.to/lineman

นอกจากนี้ เตรียมพบกับคอลเลคชั่นแนะนำร้านเด็ดช่วงตรุษจีน พร้อมให้คุณเลือกสรรหลากเมนูอาหารจากร้านดังมาอิ่ม อร่อยกันถ้วนหน้า จะสั่งกินกับก๊วนเพื่อนในที่ทำงาน หรือทานกับครอบครัวที่บ้านก็ยังได้เพียงสั่งผ่าน LINE MAN โดยจะมีการเปลี่ยนคอลเลคชั่นร้านเด็ดตามช่วงเทศกาลต่างๆ แถมบางร้านยังมีโปรโมชั่นพิเศษสมนาคุณเมื่อสั่งผ่าน LINE MAN อีกด้วย

อวยคนช้อปช่วงตรุษจีน คืนเงิน 20% จ่ายเท่าไหร่ ได้คืนอย่างคุ้ม! กับ Rabbit LINE Pay
Rabbit LINE Pay จัดเต็มรับตรุษจีนตลอด 1 เดือน เพียงช้อปหรือทำรายการชำระเงินผ่าน Rabbit LINE Pay ณ ร้านค้าด้านล่าง ได้รับเงินคืนเข้ากระเป๋าเงิน Rabbit LINE Pay ทันทีถึง 20% จ่ายเท่าไหร่ ได้คืนอย่างคุ้มแน่นอน! ตั้งแต่วันนี้ – 28 ก.พ. 2560 เท่านั้น (ดูรายละเอียดผ่านออฟฟิเชี่ยลแอคเคาท์ Rabbit LINE Pay โดยค้นหาไอดี: @rabbitlinepay)
– ซื้อสินค้าร้านค้าออนไลน์ชั้นนำผ่าน Rabbit LINE Pay เช่น Thai Smile, Orami, Konvy และ Shopat 24 เป็นต้น
– เติมเงินมือถือทุกเครือข่ายผ่าน Rabbit LINE Pay

ไทยพาณิชย์เดินหน้าภารกิจ “SCB Transformation” ทุ่มลงทุนไอที 3-4 หมื่อนล้าน มุ่งสู่ The Most Admired Bank


IMG_0528.JPG

ธนาคารไทยพาณิชย์ นำโดย นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารแถลงผลประกอบการปี 2559 ของธนาคารไทยพาณิชย์ มีผลกำไร 47,600 ล้านบาท สูงกว่าปี 2558 (ผลกำไร 47,200 ล้านบาท) 0.9% นางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer เผยว่าเป็นผลมาจากกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารต้นทุนเงินฝากและรายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้น สำหรับปี 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงเดินหน้าภารกิจ “SCB Transformation” อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวขึ้นเป็น The Most Admired Bank หลังจากที่ปี 2559 ได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านเพื่อปรับรากฐานขององค์กรด้วยการสื่อสารอย่างทั่วถึงในทุกระดับ

ในปี 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์จะรุกสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง (Human Digital Banking) พร้อมเน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม “เจ็นวาย” (Gen Y), กลุ่มลูกค้าบุคคลกลุ่ม Mass Affluent และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งเป้าเป็นผู้นำในทุกกลุ่มลูกค้าภายใน 3 ปี โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีกว่า 30,000 – 40,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพื่อรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการนำเทคโนโลยี Business Intelligence ที่ช่วยให้ธนาคารตัดสินใจด้านการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยอาศัยข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกธนาคาร และเทคโนโลยี Big Data Analysis ที่ช่วยให้ธนาคารวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในเชิงลึกได้มากขึ้น

สำหรับการลงทุนในฟินเทค (FinTech) และนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์มีแผนลงทุนผ่าน บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด โดยในอนาคตมีแผนจะขยายการลงทุนไปในภูมิภาคยุโรป และอเมริกา ธนาคารไทยพาณิชย์คาดว่าการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ธนาคารเข้าถึงสตาร์ทอัพ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ของธนาคาร

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจัยที่เคยนำมาซึ่งความสำเร็จในอดีตของธุรกิจธนาคารอาจไม่สามารถนำไปสู่การเติบโตในอนาคตได้ เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดคู่แข่งและการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ผลกระทบที่จะเห็นได้ชัดในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ลดลง และการจัดการรูปแบบการให้บริการของสาขาที่ต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น”

ด้วยตระหนักดีว่าเทคโนโลยีดิจิทัลยังคงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างความผูกพันและความไว้วางใจผ่านพนักงาน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงพัฒนาพนักงานให้ก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ ซึ่งธนาคารมีแผนเพิ่มจุดรับบริการให้มากขึ้น โดยจุดรับบริการแต่ละแห่งจะได้รับการวางรูปแบบที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละทำเล อีกทั้งที่สาขายังแยกบทบาทการขายและการบริการออกจากกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การทำธุรกรรมที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงความต้องการทางการเงินของลูกค้าแต่ละรายได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หน่วยธุรกิจต่างๆ ภายในธนาคารเอง ยังปรับให้ทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบคุณค่าของผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

“ในปี 2560 จะเป็นปีที่ธนาคารไทยพาณิชย์นำประสบการณ์ใหม่ๆ แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับบริการธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) และการเดินหน้าสนับสนุนโครงการ National e-Payment ของภาครัฐ ที่มีแผนการขยายการลงทะเบียนและการใช้ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ปัจจุบันมีการผูกบัญชีกว่า 2 ล้านบัญชี และพร้อมจับมือกับกลุ่มธนาคารพันธมิตรในการวางเครื่องรับบัตรทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน ธนาคารฯ ยังมุ่งมั่นจะพัฒนาความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับลูกค้าในเชิงลึกผ่านพนักงานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเราให้บริการผ่านเทคโนโลยีที่ใช้ใจสัมผัสได้ รวมทั้งการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการที่สาขาให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่ม Wealth และกลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไป ซึ่งมีการจัดสรรจุดที่ตั้งของสาขาแต่ละประเภทให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มเข้าถึงได้สะดวก และมีการกำหนดรูปแบบบริการ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตรงกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้ากลุ่มนั้นๆ ทั้งนี้ ได้เริ่มจากการปรับรูปแบบสาขาเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าเอสเอ็มอีแล้ว โดยมีสาขาลาดพร้าว 59 เป็นสาขานำร่อง” นายอาทิตย์ กล่าวต่อ

สำหรับเป้าหมายด้านการเงินนั้น ในปี 2560 ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อ ประมาณ 4-6% โดยจะรักษาอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไว้ให้ต่ำกว่า 3% โดยจะปล่อยสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน, อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, อุตสาหกรรมก่อสร้าง และภาคการค้า พร้อมกับขยายธุรกิจควบคู่ไปกับซัพพลายเชนของลูกค้าปัจจุบัน นอกจากนี้ธนาคารฯ จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต ส่วนธุรกิจที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น สินเชื่อบ้าน และรถยนต์ ก็จะยังคงรักษาระดับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยนั้น ธนาคารฯ ตั้งเป้าเติบโต 3-4% โดยเน้นที่ธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน, ธุรกรรมการค้าและส่งออก, วาณิชธนกิจ, ตลาดทุน และประกันชีวิต