ดีแทค แอคเซอเลอเรท สัญจรภูเก็ตร่วมผลักดันภูเก็ต สมาร์ท ซิตี้ ในงานสตาร์ทอัพและดิจิทัลไทยแลนด์


image.jpeg

ดีแทค แอคเซอเลอเรท โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพเบอร์ 1 ของไทย ร่วมงานสตาร์ทอัพและดิจิทัล ไทยแลนด์ (Startup Thailand & Digital Thailand) จัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จ.ภูเก็ต ร่วมแสดงนิทรรศการให้ความรู้ พร้อมยกทีมสตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น สกูตตาร์ (Skootar) เคลมดิ (Claim Di) เทคมีทัวร์(Take Me Tour) และเฟรชเก็ต (Freshket) มาแชร์ประสบการณ์และให้ความรู้ในการเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการเป็นสตาร์ทอัพ นักรบเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและช่วยกระตุ้นผู้ประกอบการธุรกิจ SME สนับสนุนให้เกาะภูเก็ต สวรรค์ของนักท่องเที่ยว เป็นเมืองซูเปอร์ คลัสเตอร์ (Super Cluster) หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตสําหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ท ซิตี้ (Smart City) และผลักดันให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัล (Digital Hub)

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจและดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นหลัก ในขณะที่ ซิป้า (SIPA) สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน) ก็ระบุว่า ภูเก็ต สมาร์ทซิตี้ จะเน้นสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัล ขึ้นมารองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาควบคู่กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน ภูเก็ตมีประชากร 378,364 คน แต่มีนักท่องเที่ยวในปี 2557 สูงถึง 11,855,000 คน หรือคิดเป็น 3 เท่าของประชากรในพื้นที่ และในจำนวนนักท่องเที่ยวนี้เป็นชาวต่างชาติถึง 70% กิจการส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการดึงชาวต่างชาติที่มีความชำนาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้ามาจัดตั้งบริษัทหรือสาขาที่ภูเก็ต นอกจากการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แล้วภูเก็ตยังได้ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 9 ของซูเปอร์ คลัสเตอร์ (Super Cluster) หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตสําหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเสริมศักยภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมได้มากขึ้น และก้าวสู่การเป็นคลัสเตอร์ดิจิทัลอย่างแท้จริง

image.jpeg

ดีแทค แอคเซอเลอเรท ได้ตระหนักถึงการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและการสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลของภูเก็ต จากเหตุผลดังกล่าว ดังนั้นเพื่อสนับสนุนให้ภูเก็ตก้าวสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ จึงได้ริเริ่มจัด ดีแทค แอคเซอเลอเรท และผองเพื่อนโรดโชว์ ที่จ.ภูเก็ต เมื่อเร็วๆนี้ และในงานสตาร์ทอัพและดิจิทัล ไทยแลนด์ครั้งนี้ก็ได้นำทีมสตาร์ทอัพ มาแชร์ประสบการณ์และสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ประกอบการเทคสตาร์ทอัพในภูเก็ตโดยมีรูปแบบและวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ

1) เพื่อค้นหาสตาร์ทอัพช้างเผือก ที่มีบุคลิกหรือคุณลักษณะในการเป็นสตาร์ทอัพ ทั้งความปรารถนาอันแรงกล้า หรือ passion ความต้องการแก้ปัญหาให้กับคนหมู่มากในสังคม และประเทศชาติ มีสินค้าและบิสิเนสโมเดล ที่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือตอบโจทย์เพนพ้อยท์ของตลาดได้

2) นำเอาองค์ความรู้ในบูธแคมป์ จากกูรูระดับโลกมาแชร์ให้เพื่อนๆสตาร์อัพในภูเก็ต ได้รับความรู้อย่างทัดเทียมกับสตาร์ทอัพในกรุงเทพฯ เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หลังจากที่ไปจัดงานมาเรารู้สึกได้ถึงพลังของสตาร์ทอัพคอมมูนิตี้ โดยได้รับความสนใจมาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะในภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเติบโตของสตาร์ทอัพ อีโคซิสเต็ม ชุมชนของเหล่าสตาร์ทอัพ และโคเวิร์คกิ้งสเปซ

3) สร้างความสัมพันธ์กับสตาร์ทอัพ คอมมูนิตี้ในระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยภาครัฐในการผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ในท้องถิ่นให้มีศักยภาพ รองรับการขยายตัวของธุรกิจในท้องถิ่น จังหวัด รวมถึงภูมิภาค การขยายตลาด AEC เป็นการพัฒนากระบวนการเริ่มขับเคลื่อนธุรกิจสายใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรมให้กับประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่า ไทยต้องผลิตนักรบเศรษฐกิจขึ้นมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

จากข้อมูลของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปัจจุบันมีสตาร์ทอัพ ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 500 ราย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพ (80%) ภูเก็ต (5%) และเชียงใหม่ (10%) โดยมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจหลากหลายด้าน อาทิ การท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจความงามและสุขภาพ กลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร รวมถึงไอทีและดิจิทัลคอนเท้นต์

 

ราชกิจจาฯ ประกาศจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลฯ


image

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2559 โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเลิกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร และให้จัดตั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน ส่งเสริม พัฒนา และดำเนินกิจการเกี่ยวกับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การอุตุนิยมวิทยา การสถิติ และราชการอื่นตามที่มีกฏหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/080/1.PDF

  • image image image image image image

หัวเว่ย เปิดตัวแท็บเล็ต ‘มีเดียแพด เอ็ม 3’ ชูขายคุณภาพเสียงเหนือระดับและมัลติมีเดีระดับพรีเมียม


MediaPad M3 - Product Shot 1.png

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์อันดับ 2 ของโลก เผยโฉม “หัวเว่ย มีเดียแพด เอ็ม3” (Huawei MediaPad M3) แทบเล็ตรุ่นแฟลกชิป ประกาศความยิ่งใหญ่ด้านคุณภาพเสียงและมัลติมีเดีย ที่เกิดจากความร่วมมือกับผู้นำระบบเสียงของโลก “ฮาร์แมน อินเทอร์เนชั่นแนล” ที่ผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองแบรนด์เพื่อสร้างสรรค์แทบเล็ตที่มีประสิทธิภาพและให้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียม

มร. ไมเคิล จิ่ง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หัวเว่ยเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพและประสบการณ์ของลูกค้า เราจึงมุ่งมั่นในการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้ใช้วางใจและมีความสุขกับการใช้งาน นอกจากนั้นหัวเว่ยยังจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้นำธุรกิจอื่นๆ เพื่อนำจุดแข็งของทุกฝ่ายมาผสานกันเพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอสมาร์ทโฟนที่มีคุณภาพสูง มีคุณสมบัติการใช้งานที่โดดเด่นเหนือระดับ”

ด้านนายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า “หัวเว่ยพร้อมที่จะยกระดับความบันเทิงเพื่อลูกค้าของเรา โดยเมื่อต้นปีนี้ หัวเว่ยได้พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพในรุ่น P9  โดยร่วมมือกับ ‘ไลก้า’ ผู้นำของโลกด้านเลนส์กล้อง นอกจากนั้น เรายังเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ดัง อย่าง ‘ฮาร์แมน คาร์ดอน’ ในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ประทับใจด้วยคุณภาพเสียงสุดยอดบนแทบเล็ต MediaPad M3 ซึ่งนำความเชี่ยวชาญด้านเสียงของฮาร์แมนมาใส่ในแทบเล็ตทำให้กลายเป็นแทบเล็ตที่มีคุณภาพเสียงดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสียงจากฮาร์แมน คาร์ดอนได้เข้ามาร่วมออกแบบและปรับแต่งระบบเสียง เพื่อให้ลำโพงของ Huawei MediaPad M3 ให้ประสบการณ์เสียงที่สามารถเก็บทุกรายละเอียดของเสียงและทุกช่วงเวลาของการชมภาพยนตร์ได้อย่างเต็มอรรถรส ระบบเสียง Super Wide Sound 3.0 ของหัวเว่ยยังช่วยปรับระบบเสียงที่เหมาะสมสำหรับการฟังเพลงและการชมภาพยนตร์เพื่อให้เสียงที่ออกมานั้นสอดรับกับประสบการณ์การฟังหรือชมภาพที่ปรากฏบนจอได้อย่างแม่นยำ

หัวเว่ย มีเดียแพด เอ็ม3” (Huawei MediaPad M3) แทบเล็ตรุ่นแฟลกชิป  ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสียงจากฮาร์แมน คาร์ดอนได้เข้ามาร่วมออกแบบและปรับแต่งระบบเสียงมาพร้อมภาพที่คมชัดเหมือนจริงด้วยความละเอียดสูงระดับ 2K หรือความละเอียด 2560×1600  พิกเซล จึงทำให้แท็บเล็ตเครื่องนี้เป็นแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 8.4 นิ้วในตลาด   หน่วยประมวลผลแบบ คิริน 950 “Kirin950” ช่วยให้ใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งรับชมวีดิโอความละเอียดสูงระดับ HD และเล่นเกมแบบ 3 มิติใจ  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเซ็นเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ทำให้การเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย รวมทั้งใช้งานสะดวก แบตเตอรี่ขนาด 5100 มิลลิแอมป์ ใช้งานได้นาน เช่น ชมวีดิโอแบบ Full HD ได้นานถึง 11 ชั่วโมง และเล่นเกม 3D ได้นานถึง 6 ชั่วโมง และเล่นเพลงต่อเนื่องได้นานถึง 45 ชั่วโมง

นายทศพร กล่าวเพิ่มเติมว่า Huawei MediaPad M3 จะวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในราคา 12,900 บาท ในวันที่ 29 กันยายนนี้ ณ งาน Thailand Mobile Expo และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยลูกค้า 100 ท่านแรกที่ซื้อ Huawei MediaPad M3 ภายในงาน TME จะได้รับลำโพง harman/kardon รุ่น Onyx Studio 2 ฟรีทันที พร้อมทั้งยังมอบบริการหลังการขายสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่ซื้อ Huawei MediaPad M3 ทุกท่านอีกด้วย

 

 

ซัมซุง เผยโฉม “เกียร์ วีอาร์ 2.0” ปรับโฉมดีไซน์ใหม่


samsung-gear-vr-2-2

ซัมซุง  เผยโฉม “เกียร์ วีอาร์ 2.0 (Samsung Gear VR 2.0)” เพื่อประสบการณ์รับชมแบบโลกเสมือนจริง  มากับโฉมใหม่ปรับปรุงดีไซน์ใหม่ โดยขยายเลนส์กว้างขึ้นจากรุ่นก่อนเพื่อเพิ่มระยะการมองเห็นด้วยมุมมองที่กว้างถึง 101 องศา และปรับการขยายให้น้อยลงเพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ เพิ่มปุ่ม Home ทำให้เข้า-ออกแอพพลิเคชั่น ได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถใช้งานร่วมกับ Galaxy S6, S6 edge, S6 Edge+, Note 5, S7 และ S7 edge

ซัมซุง เกียร์ วีอาร์ 2.0 ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องสีที่เปลี่ยนจากสีขาวในรุ่นก่อนมาเป็นสีดำ Blue Black เพิ่มปุ่ม Home เพื่อเข้า-ออกแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงสายคาดหัวที่ได้รับการออกแบบใหม่และตัวโฟมบุหน้ากันกระแทกนุ่มยิ่งขึ้นทำให้สวมใส่แล้วกระชับรับทุกรูปหน้าและการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ เบาขึ้นโดยมีน้ำหนักเพียง 345 กรัมเท่านั้น

ซัมซุง เกียร์ วีอาร์ 2.0 ให้ผู้ใช้เข้าสู่โลกเสมือนจริงได้อย่างสมจริงและรับชมได้สบายตามากยิ่งขึ้น โดยให้ภาพที่คมชัดและลดความเบลอของภาพ มีเซ็นเซอร์ติดตามการเคลื่อนไหวของศีรษะได้อย่างแม่นยำ พร้อมเพิ่มอรรถรสด้วยเสียงระบบ 3 มิติ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถเลือกสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงแบบสามมิติสุดล้ำได้มากมายกว่า 278 แอพพลิเคชั่นจาก Oculus Home ไม่ว่าจะเป็น เกม ภาพยนตร์ วิดีโอหรือภาพถ่ายแบบ 360 องศา ได้อีกด้วย ซัมซุง เกียร์ วีอาร์ 2.0 วางจำหน่ายในราคา 3,500 บาท

เผยพฤติกรรมผู้บริโภคเกมส์ฮิต “Pokemon Go” ในไทยวัยรุ่นชายยอมจ่ายซื้อ Pokemon Coine มากสุด


poke1.jpg

บริษัท  กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) – Kantar Worldpanel (Thailand)  ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเชิงลึก ที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคอัตราการหมุนเวียนสูง หรือ FMCG  (Fast  Moving Consumer Goods)   เผยผลสำรวจ Out Of Home Panel ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เล่นเกมส์สุดฮอต Pokemon GO ในประเทศไทย  จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,487  ตามหัวเมืองหลักของประเทศไทย โดยจัดเก็บเมื่อวันที่  22-28 สิงหาคม 2559   ผลสำรวจสรุปได้ว่า    จากจำนวนประชากรไทยทั้งหมด   มีจำนวนผู้เล่น Pokemon GO คิดเป็น   11%  โดยผู้เล่นเกมส์ Pokemon GO   มีอายุอยู่ระหว่าง 20-29 ปี    โดยแบ่งเป็น  กลุ่มอายุ 20-24 ปี  มีจำนวนผู่เล่นมากที่สุดถึง   49% ,   กลุ่มอายุ  25-29 ปี   มีจำนวนผู้เล่น   44%  และ   กลุ่มอายุ  15-19 ปี มีจำนวนผู้เล่น  35%   ซึ่งเมื่อแบ่งตามพื้นที่แล้ว กรุงเทพและปริมณฑลมีผู้เล่น   42%  ภาคกลาง 43%

นอกจากนี้ยังพบว่า  กลุ่มผู้บริโภคที่ยินยอมจ่ายเงินให้กับเกมส์ หรือ ซื้อ Pokemon Coin มากที่สุด คือ อายุ 15-19 ปี   20%   และ  กลุ่มอายุ 40-44  ปี   14%   ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ในกลุ่มเมือง ที่มีเงินเดือนมากกว่า 40,000 บาท

poke2.png

poke3.png

Fastwork.co เปิดตัว โมบายล์แอพพลิเคชั่น “Fastwork” ที่จะทำให้การจ้างฟรีแลนซ์ง่าย…เพียง 3 ขั้นตอน


fastwork-app_15-sep

ฟาสต์เวิร์ค (Fastwork.co) สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่โตเร็วที่สุด หนึ่งในทีมที่ชนะเลิศ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปี 4  เปิดตัวโมบายล์แอพพลิเคชั่น  “Fastwork” ที่จะทำให้การจ้างงานฟรีแลนซ์ง่าย… เพียง 3 ขั้นตอน จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมของเว็บไซต์หาฟรีแลนซ์ออนไลน์ Fastwork.co ทีมงานได้พัฒนาแอพสำหรับมือถือเพื่อให้ประสบการณ์การจ้างงานดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ว่าจ้างให้ค้นหาฟรีแลนซ์มากกว่า 3,000 คน จากงานมากกว่า 50 หมวดหมู่ ในส่วนของฟรีแลนซ์ จะได้รับโอกาสได้งานดีๆจากผู้ว่าจ้าง ด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อมีคนเรียกใช้บริการ ดาวน์โหลดแอพ Fastwork มาใช้บนมือถือ Android ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับคูปองส่วนลด 150 บาทฟรี เมื่อเริ่มจ้างงานครั้งแรก และสามารถดาวน์โหลดบน iOS ได้ในเดือนพฤศจิกายน นี้

นายวสะ สุภาโชค เอี่ยมสุรีย์ กัปตันทีมและผู้ร่วมก่อตั้ง Fastwork.co กล่าวว่า “เว็บไซต์ Fastwork.co เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2558 ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ การเป็นแหล่งรวมฟรีแลนซ์คุณภาพอันดับ 1 ของไทย ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับวงการจ้างงานฟรีแลนซ์ และเป็นรายแรกและรายเดียวที่การันตีงานให้ได้ทั้งสองฝ่าย Fastwork ภายในระยะเวลาเพียง 9 เดือน Fastwork ได้ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับฟรีแลนซ์ไทย มากกว่า 3,000 รายโดยมีมูลค่าการจ้างงานกว่า 5 ล้านบาท เรามุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานของผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ให้ผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ได้ใช้งานง่ายๆ ทุกที่ทุกเวลา

โดยในส่วนผู้ว่าจ้างสามารถเลือกหาฟรีแลนซ์นับพันรายได้สะดวก รวดเร็ว แชทกับฟรีแลนซ์ได้สะดวก ทันใจ ง่ายเหมือนคุยผ่านไลน์ หรือกดชำระเงินได้ทันทีจากมือถือ ด้วยระบบแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของการจ้างงานแบบเรียลไทม์ สามารถส่งข้อความอัพเดทงานให้ผู้ว่าจ้างเห็นความคืบหน้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในส่วนของฟรีแลนซ์ จะได้รับโอกาสได้งานดีๆจากผู้ว่าจ้าง ด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อมีคนเรียกใช้บริการ คาดว่าหลังการเปิดโมบายล์แอพ Fastwork ครบทุกระบบทั้ง Android, iOS แล้ว จะทำให้การจ้างงานฟรีแลนซ์เพิ่มขึ้นอีก 10 เท่า โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีการจ้างงานในระบบ  40,000 งาน ตั้งเป้าฟรีแลนซ์คุณภาพมืออาชีพเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คน ภายในสิ้นปีนี้”

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ และดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ Fastwork เป็นสตาร์ทอัพที่เข้ามาปฏิวัติวงการฟรีแลนซ์ของไทย รวบรวมเอาเหล่าฟรีแลนซ์ ที่จะช่วยให้ผู้จ้างงานทั้งระดับองค์กร และผู้ประกอบการ SME ให้ได้งานคุณภาพจากฟรีแลนซ์ ในขณะเดียวกันก็ช่วยยกระดับ มาตรฐานการทำงานของฟรีแลนซ์ไทย ให้ทัดเทียมกับการทำงานในระดับโลก ด้วยระบบการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือ กัปตันทีม ผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คนและทีมงานมีความใส่ใจในการทำงานทุกขั้นตอน รู้จริงในอุตสาหกรรมการจ้างงานฟรีแลนซ์ ทีมงานเรียนรู้ตลาดอย่างรวดเร็ว จากประสบการณ์การเป็นสตาร์ทอัพที่นิวยอร์ค และซิลิคอน วัลเล่ย์ เพราะตลาดที่นั่นมีความตื่นตัวมาก ทำให้ได้ได้เรียนรู้ตลอดเวลา Fastwork ทั้งทีมจะลงมือทำอย่างรวดเร็ว ลองทำเลยทันที เพื่อเลือกเส้นทางที่ไปต่อได้ เนื่องจากเริ่มจากการเรียนรู้เอง ทำให้เก่งในการหาทางลัด ด้วยปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ Fastwork เป็นสตาร์ทอัพที่ชนะเลิศในงาน Demo Day batch 4 เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่ดีแทค แอคเซอเลอเรท ภูมิใจ สามารถสร้างรายได้ที่โตขึ้น 12 เท่า ในเวลาเพียง 4 เดือนที่เข้าโครงการ และในเวลาเพียง 9 สัปดาห์ ก็ได้รับเงินลงทุนจาก 500TukTuks ที่อยู่ภายใต้ 500 Startups หนึ่งใน Venture Capital ระดับโลกที่มีความเคลื่อนไหวในการลงทุนเป็นอันดับต้นๆ จากซิลิคอน วัลเล่ย์

สำหรับดีแทค แอคเซอเลอเรท ยังคงช่วยเหลือ และผลักดันให้สตาร์ทอัพในโครงการทั้ง 21 ทีมจาก batch 1-4 ได้พัฒนาต่อไปทั้งในแง่ของการหาเงินทุนจาก VC การพัฒนาสินค้าและบริการขยายสเกลไปสู่ลูกค้า และการสนับสนุนการทำตลาด Commercialization support อย่างต่อเนื่อง”

 

Kaidee เผย “Honda Civic” มีคนค้นหามากที่สุดในเดือนสิงหาคม59


 

image

Kaidee (ขายดี) แหล่งซื้อ-ขายของมือสองออนไลน์ เผย “Honda Civic” (ฮอนด้า ซีวิค) เป็นรถยนต์สุดฮิตที่มีคนค้นหามากที่สุด จากการเก็บสถิติบนแพลตฟอร์มเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของทุกปี ตลาดยานยนต์จะคึกคักเป็นพิเศษเพราะมีรถยนต์รุ่นใหม่มากมายจ่อคิวกันให้ผู้บริโภคได้เลือกทุกรุ่น ทุกแบบ และนั่นเท่ากับว่าจะมีรถอีกหลายหมื่นคันที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดรถมือสอง หลายคนก็เริ่มที่จะเตรียมตัวเพื่อตอบรับตลาดยานยนต์ที่จะกลับมากระเตื้องอีกครั้ง ทั้งรถใหม่ที่กำลังจะเข้ามา และรถคันปัจจุบันที่จะกลายเป็นรถมือสองในตลาดรอเจ้าของคนใหม่
ทาง Kaidee จึงอยากนำเสนอข้อมูลของพฤติกรรมจากผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มว่ารถยนต์ค่ายไหน และรุ่นไหนที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานมากที่สุด ผ่านการค้นหา (search)และเข้าเยี่ยมชม (visit) บนแพลตฟอร์มของ Kaidee โดยไล่เรียงจากจำนวนการค้นหาต่อวัน 5อันดับแรก ได้แก่
1. Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค)
2. Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูเนอร์)
3. Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด)
4. Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์)
5. Toyota Vios (โตโยต้า วิออส)
และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น จากสถิติของ Kaidee พบว่ามีรถมือสองขายได้ที่Kaidee ทั้งหมดกว่า 12,904 คัน มีมูลค่ากว่า 3.9 พันล้านบาท
นายทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/เฮดโค้ช Kaidee กล่าวว่า “จากสถิติของหมวดหมู่รถมือสองของ Kaidee จะเห็นได้ว่าคนไทยนั้นยังให้ความนิยมรถมือสองเป็นจำนวนมาก ทั้งจำนวนคนค้นหารถมือสองในแต่ละวัน และจำนวนของรถมือสองที่ขายได้ที่ Kaidee ในหลักหมื่นทุกๆ เดือนโดยเฉลี่ย”
“ด้วยสถิติทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า Kaidee คือแหล่งซื้อ-ขายรถมือสองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีรถมือสองให้เลือกหลากหลายที่สุด เพราะในทุกๆ วันเรามีรถมือสองประกาศขายอยู่กว่า 60,000 คัน และเราคาดว่าจะมีเม็ดเงินอีกหลายพันล้านบาทจากตลาดรถมือสองหมุนเวียนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้” นายทิวา กล่าวย้ำ