บำรุงราษฎร์ยกระดับการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ด้วยโซลูชันเวชระเบียนครบวงจรจาก InterSystems


Bumrungrad_resize.jpg

InterSystems (อินเตอร์ซิสเต็มส์)ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีข้อมูลสาธารณสุข และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกันประกาศถึงแผนที่จะนำระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยแบบครบวงจรอย่าง InterSystems TrakCare และซอฟต์แวร์เชื่อมผสานระบบทางการแพทย์อย่าง HealthShare® Health Connect มาใช้ร่วมกันเพื่อทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก้าวไปสู่การเป็นโรงพยาบาลดิจิทัลอย่างเต็มตัว

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของ 1 ใน 10 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกซึ่งใช้นวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโดยใช้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นี้ให้บริการผู้ป่วยกว่า 1.1 ล้านคนในแต่ละปี และกว่าครึ่งของผู้ป่วยนั้นก็เป็นผู้ป่วยจากนานาชาติทั่วโลก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ถือเป็นโรงพยาบาลที่มีความโดดเด่นทางด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับบริการที่เป็นเลิศด้วยมาตรฐานในระดับสูง และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแบบครบวงจรที่จะช่วยยกระดับคุณภาพในการดูแลผู้ป่วย, การรักษาชีวิตของผู้ป่วย และการจัดการต่างๆ ภายในโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

InterSystems screen.jpg

TrakCare นั้นเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record/EMR) ที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บเบราเซอร์ เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคนได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยระบบนี้จะช่วยสนับสนุนข้อมูลให้แก่ทีมแพทย์และพยาบาลเพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และทำให้มั่นใจได้ว่าสุขภาพหรือชีวิตของผู้ป่วยจะถูกดูแลอย่างดีที่สุด รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการฝึกอบรมการใช้งานระบบให้แก่เหล่าคณะแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยแบบครบวงจรนี้ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นจากหน้าจอเพียงหน้าจอเดียว โดยที่ไม่ต้องมีการสลับไปเปิดใช้งานระบบอื่นหรือล็อกอินใหม่เพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละรายจากแผนกต่างๆ อีกต่อไป อีกทั้งยังไม่ต้องมีการจัดการงานเอกสารกระดาษกันอีกด้วย ทำให้การบริการดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยนั้นสามารถทำได้จากหน้าจอเดียว

พร้อมรับข้อความแจ้งเตือน (Notification) ทั้งหมดได้จากระบบเดียวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือใช้อุปกรณ์ใดอยู่ก็ตาม ในขณะเดียวกัน HealthShare Health Connect เองนั้นก็จะทำให้ระบบทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลต่างๆ นอกเหนือจาก TrakCare ที่มีการใช้งานอยู่ภายในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และศูนย์สุขภาพนั้นสามารถรับส่งข้อมูลและทำงานร่วมกันกับระบบ TrakCare ได้ด้วยมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งยังช่วยให้ระบบงานต่างๆ ของ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สามารถทำการรับส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยกับหน่วยงานภายนอกที่ได้รับอนุญาตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะทำการเริ่มใช้งานระบบที่เพิ่งเปิดตัวใหม่อย่าง TrakCare Lab Enterprise เพื่อช่วยให้ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยานั้นถูกยกระดับการปฏิบัติการให้ใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงานได้ และรองรับต่อการเพิ่มคุณภาพการบริการทางด้านพยาธิวิทยาสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

คุณลินดา ลีสหะปัญญา กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และผู้ก่อตั้งแห่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาตั้งแต่ก่อนที่โรงพยาบาลจะเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อธิบายเอาไว้ว่า “แรงผลักดันหลักที่ทำให้เราตัดสินใจนำโซลูชันของ InterSystems มาใช้นั้นก็คือการสร้างระบบบเวชระเบียนครบวงจรที่รองรับทุกการรักษาได้ในระบบเดียวสำหรับให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของเราคือการปรับปรุงคุณภาพของการดูแลรักษาที่ผู้ป่วยของเราจะได้รับให้ยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่ง TrakCare นั้นก็ทำให้คณะแพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยที่แต่ละคนต้องดูแลรักษาได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลาได้อย่างครบถ้วนในทุกเวลาที่ต้องการได้นี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่ในการรักษาพยาบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำที่สุด และระบบนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทุกคนที่มาใช้บริการจากโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม”

“InterSystems นั้นมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในโครงการสำคัญนี้ที่จะสร้างประโยชน์ต่อชีวิตของผู้คนมากมาย” คุณ Kerry Stratton ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแห่ง InterSystems ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในชุมชนที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของเหล่าลูกค้า InterSystems จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทำงานร่วมกับ InterSystems อย่างใกล้ชิดและได้รับประโยชน์จากแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดซึ่งผนวกอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ InterSystems และในขณะเดียวกัน TrakCare นั้นก็ถูกปรับแต่งให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี จนเป็นที่ยอมรับในประเทศไทยและมีทีมงานติดตั้งและให้บริการขนาดใหญ่ในประเทศไทยโดยเฉพาะด้วย”

 

InterSystems (อินเตอร์ซิสเต็มส์)ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีข้อมูลสาธารณสุข และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกันประกาศถึงแผนที่จะนำระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยแบบครบวงจรอย่าง InterSystems TrakCare และซอฟต์แวร์เชื่อมผสานระบบทางการแพทย์อย่าง HealthShare® Health Connect มาใช้ร่วมกันเพื่อทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก้าวไปสู่การเป็นโรงพยาบาลดิจิทัลอย่างเต็มตัว

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของ 1 ใน 10 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกซึ่งใช้นวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโดยใช้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นี้ให้บริการผู้ป่วยกว่า 1.1 ล้านคนในแต่ละปี และกว่าครึ่งของผู้ป่วยนั้นก็เป็นผู้ป่วยจากนานาชาติทั่วโลก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ถือเป็นโรงพยาบาลที่มีความโดดเด่นทางด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับบริการที่เป็นเลิศด้วยมาตรฐานในระดับสูง และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแบบครบวงจรที่จะช่วยยกระดับคุณภาพในการดูแลผู้ป่วย, การรักษาชีวิตของผู้ป่วย และการจัดการต่างๆ ภายในโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

TrakCare นั้นเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Medical Record/EMR) ที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บเบราเซอร์ เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคนได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยระบบนี้จะช่วยสนับสนุนข้อมูลให้แก่ทีมแพทย์และพยาบาลเพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และทำให้มั่นใจได้ว่าสุขภาพหรือชีวิตของผู้ป่วยจะถูกดูแลอย่างดีที่สุด รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการฝึกอบรมการใช้งานระบบให้แก่เหล่าคณะแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยแบบครบวงจรนี้ก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นจากหน้าจอเพียงหน้าจอเดียว โดยที่ไม่ต้องมีการสลับไปเปิดใช้งานระบบอื่นหรือล็อกอินใหม่เพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละรายจากแผนกต่างๆ อีกต่อไป อีกทั้งยังไม่ต้องมีการจัดการงานเอกสารกระดาษกันอีกด้วย ทำให้การบริการดูแลรักษาสุขภาพผู้ป่วยนั้นสามารถทำได้จากหน้าจอเดียว

พร้อมรับข้อความแจ้งเตือน (Notification) ทั้งหมดได้จากระบบเดียวไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือใช้อุปกรณ์ใดอยู่ก็ตาม ในขณะเดียวกัน HealthShare Health Connect เองนั้นก็จะทำให้ระบบทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลต่างๆ นอกเหนือจาก TrakCare ที่มีการใช้งานอยู่ภายในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และศูนย์สุขภาพนั้นสามารถรับส่งข้อมูลและทำงานร่วมกันกับระบบ TrakCare ได้ด้วยมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งยังช่วยให้ระบบงานต่างๆ ของ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์สามารถทำการรับส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยกับหน่วยงานภายนอกที่ได้รับอนุญาตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะทำการเริ่มใช้งานระบบที่เพิ่งเปิดตัวใหม่อย่าง TrakCare Lab Enterprise เพื่อช่วยให้ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยานั้นถูกยกระดับการปฏิบัติการให้ใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงานได้ และรองรับต่อการเพิ่มคุณภาพการบริการทางด้านพยาธิวิทยาสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี

คุณลินดา ลีสหะปัญญา กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และผู้ก่อตั้งแห่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาตั้งแต่ก่อนที่โรงพยาบาลจะเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อธิบายเอาไว้ว่า “แรงผลักดันหลักที่ทำให้เราตัดสินใจนำโซลูชันของ InterSystems มาใช้นั้นก็คือการสร้างระบบบเวชระเบียนครบวงจรที่รองรับทุกการรักษาได้ในระบบเดียวสำหรับให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละราย เป้าหมายของเราคือการปรับปรุงคุณภาพของการดูแลรักษาที่ผู้ป่วยของเราจะได้รับให้ยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่ง TrakCare นั้นก็ทำให้คณะแพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยที่แต่ละคนต้องดูแลรักษาได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลาได้อย่างครบถ้วนในทุกเวลาที่ต้องการได้นี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่ในการรักษาพยาบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำที่สุด และระบบนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทุกคนที่มาใช้บริการจากโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม”

“InterSystems นั้นมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในโครงการสำคัญนี้ที่จะสร้างประโยชน์ต่อชีวิตของผู้คนมากมาย” คุณ Kerry Stratton ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแห่ง InterSystems ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในชุมชนที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของเหล่าลูกค้า InterSystems จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทำงานร่วมกับ InterSystems อย่างใกล้ชิดและได้รับประโยชน์จากแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดซึ่งผนวกอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ InterSystems และในขณะเดียวกัน TrakCare นั้นก็ถูกปรับแต่งให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี จนเป็นที่ยอมรับในประเทศไทยและมีทีมงานติดตั้งและให้บริการขนาดใหญ่ในประเทศไทยโดยเฉพาะด้วย”

 

นิคอน เปิด D5600 พลิกรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวบนโลกโซเชียลมีเดียผ่านการเชื่อมต่ออัตโนมัติกับสมาร์ทดีไวซ์


d5600_afp_18_55_vr_lcd_1-1

บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัวกล้องนิคอน D5600 ใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ที่รักการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก และนักสร้างคอนเทนต์ ให้สามารถสื่อสาร และแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างที่ต้องการ ด้วยคุณสมบัติในการเชื่อมต่อที่แสนสะดวกของกล้องดีเอสแอลอาร์ฟอร์แมตดีเอ็กซ์สำหรับช่างภาพมือใหม่รุ่นล่าสุดจากนิคอนตัวนี้ ทำให้สามารถแชร์เรื่องราวต่างๆ ลงบนโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย

“โดยธรรมชาติแล้ว คนส่วนใหญ่ชอบที่จะแชร์เรื่องราวประสบการณ์บนโลกใบนี้ในมุมมองที่สร้างสรรค์ตามแบบฉบับของเรา กล้องนิคอน D5600 สามารถถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นจริงได้ด้วยคุณสมบัติที่ครบครัน เช่น ฟังก์ชั่นใหม่ SnapBridge, ค่าความไวแสง ISO ที่ขยายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และฟังก์ชั่นถ่ายภาพยนตร์แบบเหลื่อมเวลา (Time-lapse) ในตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกอัดแน่นอยู่ในกล้องดีเอสแอลอาร์ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ที่มาพร้อมหน้าจอแอลซีดีทัชสกรีนแบบบิดพับปรับองศาได้ ด้วยขนาดที่กะทัดรัดทำให้ผู้ใช้สามารถพกเก็บกล้องตัวนี้ไว้ติดกระเป๋า หรือพกพาติดตัวไปกับคุณได้ทุกที่ เพื่อเก็บบันทึกเรื่องราวแห่งช่วงเวลาอันน่าประทับใจไว้เป็นภาพถ่ายที่งดงามได้อย่างฉับไว ไม่ว่าจะเป็นภาพขอบฟ้าสุดประทับใจที่เห็นในขณะเดินทาง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ และผู้คนมากหน้าหลายตาที่ได้พบปะ เพื่อให้สามารถย้อนกลับมาดู แบ่งปัน และสร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืม” มร. ฮิเดฮิโกะ ทานากะ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

กล้อง D5600 อัดแน่นไปด้วยคุณสมบัติมากมายเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานได้บันทึกภาพความทรงจำ และช่วงเวลาที่ดีของพวกเขา และแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ร่วมสัมผัส หน้าจอแอลซีดีแบบบิดพับปรับองศาได้สามารถพับเปิด และบิดหมุนได้ตามต้องการ เพื่อให้สามารถถ่ายภาพได้อย่างสร้างสรรค์และมีอิสระยิ่งขึ้น หน้าจอทัชสกรีนซึ่งเป็นที่นิยมตลอดกาลของกล้องในซีรี่ส์ D5000 ถูกนำมาใส่ไว้เพื่อเสริมการใช้งาน พร้อมฟังก์ชั่นครอปภาพใช้สำหรับตัดส่วนภาพขณะซูมดูเฉพาะส่วนของภาพ มีแถบเลื่อนเฟรมให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนไปดูภาพอื่นๆได้อย่างสะดวกง่ายดาย นอกจากนี้ ยังเพิ่มฟังก์ชั่นถ่ายภาพยนตร์แบบเหลื่อมเวลาเดียวกับที่มีในกล้องระดับบนอย่าง D7200 ไว้ในกล้องดีเอสแอลอาร์รุ่นนี้ด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานได้มีโอกาสสัมผัสและเสริมสร้างประสบการณ์ในการเล่าเรื่องราวผ่านภาพด้วยวีดีโอในแบบเหลื่อมเวลาที่แสนประทับใจ

นอกจากนี้ กล้อง D5600 ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทดีไวซ์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาผ่านการใช้แอพพลิเคชั่น SnapBridge และเทคโนโลยี Bluetooth® Low Energy (BLE) ภาพนิ่งที่บันทึกไว้จะถูกโอนถ่ายไปยังสมาร์ทดีไวซ์ที่มีการจับคู่อุปกรณ์ไว้แล้วได้โดยอัตโนมัติ และผู้ใช้ยังสามารถอัพโหลด และแชร์ภาพถ่ายคุณภาพสูงได้อย่างสะดวกง่ายดายไร้การสะดุด  SnapBridge ยังช่วยให้สามารถโอนถ่ายไฟล์ภาพได้อย่างต่อเนื่องแม้จะปิดกล้องไปแล้วก็ตาม อีกทั้งยังสามารถอัพโหลดภาพเพื่อเก็บและแชร์ไว้ใน NIKON IMAGE SPACE ได้ด้วยเช่นกัน เสริมความสะดวกในการใช้งานอีกต่อหนึ่งด้วย Wi-Fi® .ในตัว เพื่อให้สามารถโอนถ่ายไฟล์วีดีโอแบบไร้สาย และสั่งถ่ายภาพระยะไกลแบบไร้สาย จึงทำให้กล้องดีเอสแอลอาร์รุ่นนี้ เหมาะสำหรับเป็นคู่หูรู้ใจที่จะติดตัวไปได้ทุกที่ ทุกโอกาส

 

อีเบย์ เปิดตัว ผู้ช่วยช็อปปิ้งส่วนตัว ด้วยระบบเอไอ (AI) “อีเบย์ ช็อปบอท เบต้า”


 

Boonphan_B_eBay_TMS2016 (1).jpg

อีเบย์ (eBay) เผยความสำเร็จล่าสุดด้านการเติบโตในตลาดเอ็ม-คอมเมิร์ซ ที่งาน Thailand Mobile Summit 2016 โดยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ มูลค่าการซื้อขายสินค้าบนอีเบย์ผ่านโมบายดีไวซ์ คิดเป็นเม็ดเงินราว 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือร้อยละ 57 ของมูลค่าการซื้อขายสินค้าบนอีเบย์ทั้งหมด พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ด้วยการเปิดตัว “อีเบย์ ช็อปบอท” (eBay ShopBot) ผู้ช่วยช็อปปิ้งส่วนตัวที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหาสินค้าที่โดนใจผู้ซื้อมากที่สุด จากสินค้าต่างๆ ที่มีให้เลือกสรรเป็นพันล้านรายการในอีเบย์

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา อีเบย์มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง เราเติบโตขึ้นมาก จากเดิมที่เป็นเว็บไซต์ประมูลสินค้า มาเป็นแพลทฟอร์มตลาดค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบัน ซึ่ง ณ เวลานี้ 80% ของสินค้าที่ขายดีในอีเบย์เป็นสินค้าใหม่ ซื้อได้ทันทีไม่ต้องรอประมูล โดยมีผู้ซื้อกว่า 165 ล้านรายทั่วโลก เข้าค้นหาสินค้าบนอีเบย์วันละมากกว่า 300 ล้านครั้ง”

“ในปัจจุบันมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 3,400 ล้านคน[1] ทั่วโลก ซึ่งใช้สมาร์ทโฟนในการเชื่อมต่อ ค้นหาและเลือกซื้อสินค้า สมาร์ทโฟนจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจออนไลน์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีอิทธิพลมากถึง 50% ของตลาดอี-คอมเมิร์ซในปี 2561 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะถึง 4 เท่า ด้วยเหตุนี้ อีเบย์จึงไม่หยุดยั้งที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาระบบประมวลผลการค้นหา เน้นความแม่นยำในการเปรียบเทียบสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อค้นเจอสิ่งที่ลงตัว ตอบโจทย์ที่ตรงใจได้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มที่ดึงดูดใจลูกค้า โดยเฉพาะโมบาย คอมเมิร์ซ” นายบุญพันธุ์ กล่าว

ความสำเร็จที่โดดเด่นในช่องทางโมบายล์ คอมเมิร์ซ (Mobile Commerce) ของอีเบย์ เห็นได้ชัดเจนจากยอดดาวน์โหลดอีเบย์แอพพลิเคชั่นในมือถือระบบแอนดรอยด์และไอโฟนมากกว่า 337 ล้านครั้ง โดยมีการติดต่อค้าขายกับลูกค้าทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง และมีผู้ขายอีเบย์เป็นจำนวนมากในประเทศไทย

เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ อีเบย์ จึงเปิดตัว “อีเบย์ ช็อปบอท” (eBay ShopBot) เวอร์ชั่นเบต้า ซึ่งเป็นแชทบอทที่ช่วยคัดเลือกสินค้า ขับเคลื่อนด้วยระบบเอไอ (Artificial Intelligence) ที่ผสานกับคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ (Human Judgment) ที่ใช้งานได้ง่ายดายทาง Facebook Messenger โดย “อีเบย์ ช็อปบอท” จะช่วยลูกค้าค้นหาดีลที่ดีที่สุดบนอีเบย์ ผ่านการส่งข้อความพูดคุย ถาม-ตอบ หรือส่งภาพถ่ายสินค้าที่ต้องการ จากนั้น “อีเบย์ ช็อปบอท” อาจถามคำถามเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อเรียนรู้รสนิยม คุณภาพ ราคา หรือแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ ท้ายที่สุดจึงประมวลผลเป็นรายการแนะนำสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจมากที่สุด

“อีเบย์ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีคอนเนคเต็ด คอมเมิร์ซ (Connected Commerce) ซึ่งเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายจากทุกมุมโลกให้เข้าถึงกัน ด้วยเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่จะสร้างและมอบโอกาสให้กับทุกคนในการเติมเต็มนิยามความลงตัวในแบบของตนเอง ซึ่งจากนี้ไป อีเบย์ จะยังคงเดินหน้าไม่หยุดยั้ง เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป” นายบุญพันธุ์ กล่าวปิดท้าย

 

Uber เสนอฟีดเจอร์รับเทศกาลลอยกระทง


IMG_0345.PNG
“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง…” เสียงเพลงที่คุ้นเคยในช่วงประเพณีลอยกระทง บอกเราว่าเทศกาลนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ประเพณีนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา นอกจากนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัวเพราะทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงคุณค่าต่อศาสนา เพราะบางท้องที่ที่มีการทำบุญก็ถือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนาด้วย
การเดินทางไปร่วมกิจกรรมในเทศกาลสำคัญเป็นปัญหาของคนเมืองกรุง นอกจากต้องเจอรถติดในแหล่งจัดงานแล้ว ที่จอดรถยังคงเป็นปัญหาหนักไม่แพ้กัน ทำให้ผู้ให้บริการการเดินทางสาธารณะเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการเดินทางของคนกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถเข้ามาช่วยเหลือเรื่องการเดินทางของคนกรุงในช่วงเวลาเร่งรีบ สถานที่ที่จอดรถยนต์มีจำนวนจำกัด หรือสถานที่จัดงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่คนครึ่งหนึ่งพร้อมใจกันไม่ขับรถไปด้วยตัวเอง นอกจากนี้คุณไม่ต้องกังวลว่าจอดทิ้งไว้ข้างทางอาจเสี่ยงต่อรถโดนเฉี่ยวชน จอดไกลและขากลับต้องเดินไกลอีกเพื่อไปขึ้นรถ
วันนี้ Uber ประเทศไทยขอนำเสนอฟีเจอร์ของแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์การเดินทางในช่วงเทศกาลของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างมีคุณภาพกัน เพราะเพียงแค่สัมผัสแอพฯ Uber และระบุจุดหมายปลายทางเพียงไม่กี่นาทีรถก็มาจอดรับให้ก้าวขึ้นไปนั่งออกเดินทางกันได้แล้ว

ระหว่างการเดินทางนั้น ผู้ใช้บริการ Uber สามารถแชร์ข้อมูลการเดินทางได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงเส้นทางและเวลาที่จะถึงปลายทางให้กับครอบครัวหรือเพื่อนได้รับรู้ด้วย นอกจากครอบครัวหรือเพื่อนจะรู้ว่าเราใกล้จะเดินทางมาถึงแล้วหรือยัง อีกทั้งมั่นใจว่าเราเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยเพราะระบบจะแจ้งให้ทราบว่าถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว

ขยายเวลา ประกวดเขียนแอพฯ DevFest Hackathon 2016


IMG_0344.JPG
ดีแทค แอคเซอเลอเรท ร่วมกับ Google Developer Group Thailand (GDG Thailand) จัดประกวด เดฟเฟส แฮกกาธอน (DevFest Hackathon) Hackathon เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี ครั้งแรกในไทย ที่เหล่านักพัฒนาในเมืองไทย ต้องปักธงลงตาราง ห้ามพลาด ซึ่งงานนี้ประกอบไปด้วยนักพัฒนาระดับโลกและนักพัฒนาไทยที่สนใจเทคโนโลยีของ Google ที่รวมตัวกันเพื่อพบปะพูดคุย แบ่งปันประสบการณ์และพัฒนาทักษะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้กับทีมที่ร่วมงานอีกมากมาย และการประกวดเขียนแอพโดยใช้เครื่องมือใหม่สุดร้อนแรงไฟล์เบส (Firebase) จาก Google ที่ช่วยให้นักพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ไวขึ้น พร้อมกับขยายฐานผู้ใช้ และสร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาไปพร้อมๆกัน ตลอด 2 วัน 1 คืน ในงาน DevFest Hackathon 26-27 พฤศจิกายน นี้ ที่ ดีแทคเฮ้าส์
นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ ปัจจุบันวงการสตาร์ทอัพไทยบูมขึ้นมาก โดยเฉพาะปีนี้เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้การสนับสนุนและช่วยกันผลักดันให้สตาร์ทอัพไทย เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง แต่ปัญหาที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงคือ สตาร์ทอัพไทยยังขาดแคลนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมเมอร์ ที่จะมาช่วยทำงานเขียนโปรแกรม ทำให้การเติบโตไม่รวดเร็วตามแผนงาน
ดังนั้น ดีแทค แอคเซอเลอเรท ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เบอร์หนึ่งของไทย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งเราก็แสวงหาความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google โดยล่าสุดได้ร่วมกับ Google Developer Group Thailand ในการจัดงาน DevFest Hackathon เพื่อช่วยพัฒนา เปิดโอกาส และยกระดับโปรแกรมเมอร์ของไทย ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับต่างชาติได้มากขึ้น ในการจัดงานครั้งนี้ ได้มีนักพัฒนาสนใจสมัครเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม โดย Google Developer Group Thailand จะประกาศผลการคัดเลือกนักพัฒนาหัวกะทิที่สมัครเข้ามา 20 ทีม ในวันที่ 15 พ.ย นี้ พร้อมที่ปรึกษา (Mentors) และกูรู (Experts)
ผู้ชนะเลิศจะได้รับของรางวัลและการสนับสนุนธุรกิจจาก Google Developer Group และดีแทค รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 420,000 บาท
1) ผู้ชนะเลิศ จะได้รับเงินสด 100,000 บาท จากดีแทค และรางวัลจาก Google Developer Group Thailand อาทิ Google Pixel, Google Home, Google Wifi, Chromecast Ultra, DayDream View และ Firebase credit มูลค่า 5,000 เหรียญ รวมมูลค่า ประมาณ 270,000 บาท
2) รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับ 3X Chromecast และ Firebase credit มูลค่า 1,000 เหรียญ รวมมูลค่าของรางวัลประมาณ 35,000 บาท
3) รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้รับ 3X Chromecast และ Firebase credit มูลค่า 500 เหรียญ รวมมูลค่าของรางวัลประมาณ 17,500 บาท
และทั้ง 20 ทีมที่ร่วมประกวด จะได้รับ Firebase credit มูลค่า 20 เหรียญ
DevFest Hackathon เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – วันที่ 14 พ.ย. ส่งทีมเข้าร่วม ได้ที่ wi.th/devfesthackathon ไม่ว่าสตาร์ทอัพหรือผลงานจะใหญ่หรือมีมานานแค่ไหน ทุกคนสามารถส่งทีมเข้าร่วมและพัฒนาผลงานไปพร้อมๆกันด้วยเครื่องมือต่างๆจาก Firebase และทีมที่โดนเด่นและแสดงให้เห็นการพัฒนาผลงานบน Firebase จนได้ผลลัพท์ที่น่าประทับใจจากทั้งหมด 20 ทีมจะได้รับโล่ห์และรางวัลจากทาง Google Developer Group Thailand และ ดีแทค แอคเซอเลอเรท

ซิตี้ ยกระดับการบริการทางการเงิน รุดหน้าใช้นวัตกรรม Voice Biometrics ให้ลูกค้ายืนยันตัวตน


IMG_0343.JPG
ซิตี้ ประเทศไทย พร้อมใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีชีวภาพเสียงหรือไบโอเมตริกซ์ด้านเสียง (Voice Biometrics) ให้ลูกค้ายืนยันตัวตนด้วย “เสียงพูด” แทนรหัสผ่าน ในการเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้า

IMG_0342.JPG

มร.ดาเรน บัคลีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย “ซิตี้ให้ความสำคัญการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย คล่องตัว และตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของลูกค้าเสมอมา ซึ่งในความสะดวกสบาย เรามีมาตรฐานที่เข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลของลูกค้าเป็นสำคัญ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือแทนการคีย์รหัสผ่านสำหรับลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่านแอพพลิเคชั่นบน ซิตี้โมบายล์ แบงก์กิ้ง เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา วันนี้ซิตี้ได้รับการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เป็นธนาคารแห่งแรกที่สามารถให้บริการ การยืนยันตัวตนด้วยเสียงเพื่อเข้าสู่ระบบการบริการทางโทรศัพท์ของธนาคารได้ ทำให้การเข้าถึงธุรกรรมทางการเงินพื้นฐานของลูกค้าผ่าน ซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง 1588 ในวันนี้ มีทั้งความสะดวกสบายและปลอดภัย เพราะลูกค้าซิตี้ ไม่ต้องกังวลในจำรหัสผ่านให้ยุ่งยากหรือตอบคำถามส่วนตัวจำนวนมากอีกต่อไป”
Voice Biometrics เป็นนวัตกรรมด้านความปลอดภัยล่าสุดของ ซิตี้ ประเทศไทย ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพมายืนยันตัวบุคคลด้วยเสียงพูด เพื่อเข้าสู่ระบบธนาคารผ่าน ซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง โดยมีระบบปฏิบัติการที่สามารถตรวจสอบและแยกองค์ประกอบเสียงของลูกค้าที่แตกต่างกันได้ เมื่อลูกค้าซิตี้ สมัครเข้าใช้บริการ Voice Biometrics ระบบจะทำการบันทึกเสียงของลูกค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาจัดเก็บในรูปแบบของพิมพ์เสียง ( Voice Print ) และเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเข้ารหัสเป็นตัวเลขแบบ Binary Code ซึ่งถือเป็นการดับเบิ้ลล็อค เพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้าเป็น 2 ชั้น ดังนั้น ลูกค้าซิตี้สามารถมั่นใจในระบบ Voice Biometrics ว่า ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบเสียงของลูกค้าได้
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ ซิตี้ ประเทศไทย เป็นธนาคารแห่งแรกที่นำเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ด้านเสียงมายืนยันตัวตนลูกค้าเพื่อเข้าสู่ระบบธนาคาร โดยเป็นระบบรักษาความปลอดภัยของลูกค้าธนาคารที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมในหลายประเทศชั้นนำ อาทิ ในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย ซึ่งการที่
ซิตี้ ประเทศไทย นำระบบไบโอเมตริกซ์ด้านเสียงมาใช้กับลูกค้าธนาคารขณะนี้ ถือเป็นการพลิกโฉม และยกระดับด้านความปลอดภัยของภาคธุรกิจการเงินและการธนาคารในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ที่สำคัญ ลูกค้าจะต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่ซิตี้เพิ่ม อีก 1-2 คำถาม เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นธุรกรรมการเงินทั่วไป เช่น การสอบถามวงเงิน หรือ วันครบกำหนดชำระ ระบบ Voice Biometrics ทำให้ลูกค้าประหยัดเวลาในการเข้าสู่ระบบธนาคารผ่าน ซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง เฉลี่ย 45 วินาที จากระบบเดิม และ ที่สำคัญระบบ Voice Biometrics มีความปลอดภัยสูง ด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ เช่น แม้ว่าเจ้าของบัญชีจะพูดภาษาที่แตกต่างจากที่ได้บันทึกไว้เมื่อตอนลงทะเบียนยืนยันตัวตนในระบบ Voice Biometrics ครั้งแรก แต่ถ้าเป็นเสียงเจ้าของบัญชีตัวจริง อย่างไรก็สามารถขอทราบข้อมูลหรือทำรายการที่ต้องการกับเจ้าหน้าที่ซิตี้โฟน แบงก์กิ้งได้ แต่หากไม่ใช่ หรือ ผู้อื่นพยายามเลียนแบบเสียงเจ้าของบัญชี เจ้าหน้าที่ซิตี้โฟน จะแจ้งให้ทราบทันทีว่าผู้ติดต่อไม่ผ่านการตรวจสอบเสียงด้วยระบบ Voice Biometrics ”
สำหรับการลงทะเบียนเพื่อสมัครเข้าใช้บริการ ระบบ Voice Biometric กับทางธนาคารซิตี้แบงก์ ลูกค้าสามารถโทรติดต่อเพื่อใช้บริการได้ที่ ซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง 1588 และแจ้งยินยอมตอบรับ การใช้บริการ Voice Biometrics หลังจากนั้นระบบจะทำการจัดเก็บพิมพ์เสียงของลูกค้าในรูปแบบของ Voice Print โดยจะเป็นการตอบคำถามข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเจ้าของบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต ซึ่งหากการลงทะเบียนเพื่อบันทึกพิมพ์เสียงสมบูรณ์ ระบบจะส่งข้อความ หรือ อีเมลล์เพื่อแจ้งเตือน ประมาณ 2-4 ชม. ถัดไป หลังจากที่ได้ข้อความแจ้งเตือน ลูกค้าสามารถใช้การยืนยันตัวตนด้วยเสียงผ่านเจ้าหน้าที่ซิตี้โฟน แบงก์กิ้ง ด้วยระบบ Voice Biometric ได้ทันที โดยระบบจะทำการเข้ารหัสเสียงของลูกค้าเพื่อเปรียบเทียบกับพิมพ์เสียงที่มีการเข้ารหัสและจัดเก็บไว้ในช่วงการลงทะเบียนเสียง ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบความเป็นตัวตนของลูกค้าเพียงไม่กี่วินาที ด้วยการสนทนาที่ไม่จำกัดรูปแบบ และเมื่อระบบพิสูจน์อัตลักษณ์พิมพ์เสียงของลูกค้าเรียบร้อย จึงสามารถสอบถามข้อมูลหรือทำธุรกรรมการเงินได้ นับว่าเป็นความสะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้นในการใช้บริการของลูกค้าซิตี้
“การยืนยันตัวตนด้วยเสียงพูดในการเข้าสู่ระบบธนาคารเป็นอีกแนวทางในการป้องกันการเกิดอาชญากรรมทางการเงิน หรือ ผู้ไม่หวังดีที่ต้องการล้วงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังคงเป็นทางเลือกตามความสมัครใจของลูกค้าซิตี้ หากลูกค้าไม่ตอบรับเข้าใช้บริการ ลูกค้ายังสามารถยืนยันตัวตนด้วยรหัสโทรศัพท์ รหัสใช้ครั้งเดียว หรือการตอบคำถามส่วนบุคคล ซึ่งมีความปลอดภัยในการใช้บริการเช่นกัน เพราะความปลอดภัยทางการเงิน คือหัวใจหลักในการให้บริการของซิตี้เสมอมา นางวีระอนงค์ กล่าวสรุป

เอไอเอส ตั้ง “กานต์ ตระกูลฮุน” นั่งประธานกรรมการเอไอเอส “แทนวิทิต ลีนุตพงษ์”


%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%87%e0%b8%a9%e0%b9%8c

นายวิทิต ลีนุตพงษ์

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เผยว่านายวิทิต ลีนุตพงษ์ ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่ง “ประธานกรรมการเอไอเอส” กับคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เนื่องจากติดภาระหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยยานยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัว แต่ยังดำรงตำแหน่งกรรมการของอินทัชซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอไอเอส และเป็นที่ปรึกษาของสิงค์เทลในด้านการลงทุนในประเทศไทย ในขณะเดียวกันคณะกรรมการบริษัทได้มีมติแต่งตั้งนายกานต์ ตระกูลฮุน ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทแทน และแต่งตั้งนายฟิลิป เชียง ชอง แทน ให้เป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ที่คุณวิทิตเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการเอไอเอส ท่านได้ทุ่มเทเวลาและประสบการณ์ในการทำงานให้แก่เอไอเอสเป็นอันมากโดยการวางนโยบายที่เป็นรากฐานอันสำคัญให้กับเอไอเอส เพื่อสร้างความแข็งแกร่งรองรับทิศทางของธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการแข่งขันและกฎกติกา โดยได้เน้นการปรับเปลี่ยนองค์กรใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน ส่วนแรกในด้านบุคลากรและการปรับวัฒนธรรมองค์กร เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพพนักงาน (Fast track) ส่วนที่สองการได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 Mhz, 1800 Mhz และ 2100 Mhz และส่วนสุดท้ายการพัฒนาเอไอเอสจาก “ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Telecom Service Provider)” เป็น “ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life Service Provider)” คุณวิทิตได้ดำรงตำแหน่งกรรมการของเอไอเอสเป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศในฐานะที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในวงการโทรคมนาคม

ตลอดระยะเวลาที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2557 คุณวิทิตได้มุ่งมั่นและผลักดันความเป็นบริษัทธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมให้บริษัทก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ นอกจากนี้คุณวิทิตยังให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนและชุมชน โดยเป็นผู้สนับสนุนนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการดูแลบุคลากร โดยสนับสนุนให้เอไอเอสจัดทำ โครงการ AIS wellbeing ขึ้น เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความรู้ในการดูแลสุขภาพ และการป้องกันความเจ็บป่วย โดยบริษัทเป็นผู้สนับสนุนและจัดสรรเครื่องมือต่างๆ ซึ่งมีส่วนทำให้เอไอเอสได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่น ประจำปี 2559 และสนับสนุน โครงการหัวใจอาสา เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม โดยพนักงานสามารถส่งโครงการของตนเองเข้าร่วม อาทิ การสร้างอาชีพ การสร้างเสริมความรู้ และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น โดยนอกจากคุณวิทิตจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว ยังได้มอบทุนทรัพย์ส่วนตัว สมทบอีกเท่าตัวในโครงการต่าง ๆ ที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่องทุกปีด้วย ทั้งนี้นโยบายและแนวทางต่าง ๆ ที่คุณวิทิตได้วางรากฐานไว้ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเอไอเอสจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป”

วิทิต ลีนุตพงษ์ ในฐานะประธานกรรมการเอไอเอส ได้มีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เอไอเอสสามารถรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดโทรคมนาคมของไทยได้อย่างต่อเนื่อง  นายวิทิต กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจส่วนตัว คือ บริษัท ไทยยานยนต์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย   โดยนำเข้าและผลิตชิ้นส่วนตกแต่งภายในของ รถโฟล์คสวาเกน รุ่นคาราเวลล์    ซึ่งพบว่าตลาดในประเทศไทยมีความต้องการสูงขึ้น ประกอบกับมีโอกาสสูงในการส่งออก  จึงตั้งเป้าหมายที่จะทำภารกิจที่ท้าทายใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างบริษัท ไทยยานยนต์ เพื่อให้รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยนายวิทิต กล่าวว่า “ผมมีความเชื่อมั่นในอนาคตของเอไอเอส และมีความภาคภูมิใจที่ได้อยู่ร่วมความสำเร็จของเอไอเอสในฐานะประธานกรรมการมาเกือบ 3 ปี ซึ่งปัจจัยในความสำเร็จนั้นก็คือบุคลากรของเอไอเอส แต่ในขณะเดียวกัน ผมเองก็มีธุรกิจส่วนตัว คือบริษัทไทยยานยนต์ ซึ่งในขณะนี้ได้มียอดจองล่วงหน้ากว่า 5 เดือน และกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งตลาดในประเทศและการขยายไปสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียน”