เอไอเอส ประกาศผลประกอบการปี 59 ครองแชมป์อันดับ 1 ทั้ง Voice และ Data ยอดลูกค้ากว่า 41 ล้านราย


AIS Logo
เอไอเอสประกาศผลประกอบการปี 2559 มีรายได้จากการให้บริการ 122,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสามารถครองความเป็นที่ 1 ทั้ง Voice และ Data ได้อย่างต่อเนื่อง ครองใจลูกค้ากว่า 41 ล้านราย โดยวันนี้เครือข่าย 4G ก้าวสู่การเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดครอบคลุมแล้วถึงกว่า 98% ของพื้นที่ประชากร และมุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีทันสมัยระดับโลกเข้ามาพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 ของประเทศไทย

image

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “นับตั้งแต่เอไอเอสได้รับใบอนุญาต 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เอไอเอสพัฒนาเครือข่าย 4G อย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปิดให้บริการเอไอเอส 4G ครอบคลุมแล้วถึงกว่า 98% ของพื้นที่ประชากรภายในเวลาเพียง 1 ปี ส่งผลให้ผลประกอบการ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา โดยรายได้จากการใช้บริการข้อมูลเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 กิกะไบต์ต่อเดือน จาก 2 กิกะไบต์ต่อเดือน โดยในปี 2560 เอไอเอสจะยังคงความเป็นผู้นำการให้บริการดาต้า โดยวางแผนลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 4G รวมทั้งการจัดแคมเปญเครื่องมือถือ การมีคอนเท้นต์ และแอปพลิเคชันที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าทุกกลุ่ม ส่วนรายได้จากการให้บริการโทรลดลง 15 % ซึ่งการลดลงนั้นเป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าปัจจุบันที่นิยมใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าการโทร
นอกจากนี้ จำนวนลูกค้าของเอไอเอสยังเพิ่มขึ้นเป็น 41 ล้านราย เป็นลูกค้าระบบเติมเงิน 34.6 ล้านราย และลูกค้าระบบรายเดือน 6.4 ล้านราย ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีขึ้น รวมทั้งมีแพ็คเกจที่หลากหลาย และบริการวิดีโอคอนเท้นต์ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ อย่างตรงใจ อาทิ ถ่ายทอดสดกีฬาโอลิมปิก, ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตของศิลปินแกรมมี่ บนแอปพลิเคชัน AIS PLAY เพื่อให้ลูกค้าชมได้สดๆผ่านมือถือทุกที่ ทุกเวลา
ด้านเอไอเอส ไฟเบอร์ มีรายได้เติบโตขึ้นถึง 616% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในปี 2560 นี้ เอไอเอสคาดการณ์การเติบโตของรายได้จากการให้บริการ 4-5% และตั้งเป้าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมดีขึ้นเป็น 42-44% พร้อมวางเม็ดเงินลงทุนโครงข่าย 4G ในส่วนของจำนวนลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นถึง 106,500 ราย มาจากคุณภาพของการให้บริการ และแพ็คเกจที่ดึงดูด ให้ลูกค้าใช้งานด้วยความเร็วสูงสุด 100/10 เมกะบิตต่อวินาที ในราคา 990 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอส และราคา 899 บาท สำหรับลูกค้า เอไอเอส เซเรเนด โดยปัจจุบัน เอไอเอส ไฟเบอร์มีลูกค้ากว่า 3 แสนราย มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุม 28 จังหวัด มากกว่า 5.2 ล้านครัวเรือน และมุ่งสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการรายหลักในตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยการสร้างรากฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีวิดีโอคอนเท้นต์ระดับพรีเมี่ยมที่หลากหลายตรงใจลูกค้าทุกกลุ่ม
เอไอเอส มุ่งมั่นสร้างการเติบโตในระยะยาว ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าและบริการที่หลากหลาย รองรับทุกการใช้งานของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล สอดรับแนวทางในการพัฒนาประเทศและวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 ของประเทศไทย” นายสมชัย กล่าวสรุป

Advertisements

LINE เผยยอดดาวน์โหลดแอพฯ เซลฟี่ยอดฮิต B612 ทะลุ 300 ล้านทั่วโลก


img_0549

B612 แอพฯ เซลฟี่ยอดฮิตจาก LINE ยังคงได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นจากทั่วโลก ล่าสุด แอพฯ B612 มียอดดาวน์โหลดทั่วโลกทะลุถึง 300 ล้านดาวน์โหลดแล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นเวลาเพียง 2 ปี 5 เดือนหลังจากเปิดให้บริการแอพฯ จนได้ชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของ LINE เลยทีเดียว

B612 เป็นแอพฯ ถ่ายรูปเซลฟี่ที่รองรับการใช้งานได้ทั้งบนระบบไอโฟน แอนดรอยด์ และวินโดว์โฟน พร้อมให้ผู้ใช้สนุกไปกับการตกแต่งรูปด้วยฟิลเตอร์และเอฟเฟกต์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟิลเตอร์เอนิเมชั่นอันหลากหลายตามการเคลื่อนไหวของใบหน้าผู้ใช้ที่มีให้เลือกเกินกว่า 350 แบบ ฟิลเตอร์สีที่ง่ายต่อการเลือกตกแต่งเพียงสไลด์ปลายนิ้วซ้ายขวาบนหน้าจอ ฟังก์ชั่น Collage รูป และฟีเจอร์อื่นๆ เอาใจคอเซลฟี่อีกเพียบ
IMG_0548.JPG

แอพฯ B612 เปิดตัวเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โดยได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยมียอดการดาวน์โหลดสูงถึง 100 ล้านดาวน์โหลดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 และสูงขึ้นเป็น 200 ล้านดาวน์โหลดในเดือนสิงหาคม 2559 และล่าสุด ยอดดาวน์โหลดได้ทะลุสูงขึ้นเป็น 300 ล้านดาวน์โหลดแล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยอดผู้ใช้ประจำต่อเดือน (Monthly Active User) ได้เพิ่มสูงเป็น 100 ล้านคนในเดือนมกราคมที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่ง B612 ได้รับความนิยมจากทั่วโลก ด้วยอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย เช่นเดียวกับประเทศในแถบละตินอเมริกา เช่น บราซิล เม็กซิโก เป็นต้น

หลังจากเปิดตัวแอพฯ B612 ออกมา นักพัฒนาพยายามกระตุ้นและพัฒนาตัวแอพฯ มาโดยตลอด โดยการเพิ่มฟีเจอร์และพัฒนาการใช้งานเรื่อยๆ หนึ่งในฟีเจอร์ที่สำคัญคือ ฟิลเตอร์ AR ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในเดือนธันวาคม 2559 โดยระบบจะใช้เซ็นเซอร์ภายในจดจำมุมและทิศทางกล้องในมือถือของผู้ใช้ไว้เพื่อใส่ฟิลเตอร์เสมือนจริงเช่น วิวต่างๆ ไว้ตกแต่งให้ดูก่อนถ่ายผ่านจอมือถือนั่นเอง

ด้วยแนวความคิดสุดครีเอทและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม ทำให้ B612 ได้รับการยอมรับจากแวดวงต่างๆ อีกด้วย เช่น รางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี (Best of the Best) ในสาขาออกแบบการสื่อสาร (Communication Design) จากเวที Red Dot Award 2015 นอกจากนี้ B612 ยังขึ้นเป็นแอพฯ อันดับ 1 หมวดถ่ายภาพใน Google Play ใน 34 ประเทศและอันดับ 1 หมวดถ่ายภาพใน App Store ใน 41 ประเทศด้วยกัน

B612 ไม่เพียงแต่เป็นแอพฯ สำหรับถ่ายภาพและถ่ายเซลฟี่เท่านั้น แต่ยังเป็นแอพฯ ที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์การสื่อสารผ่านรูปถ่ายและความสนุกในแต่ละวันของคุณให้มากยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์หลักของ B612
ตกแต่งรูปของคุณให้หลากหลาย หลากแนวขึ้นด้วยฟิลเตอร์ต่างๆ
ฟิลเตอร์ AR
ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ภายในจดจำมุมและทิศทางกล้องในมือถือของผู้ใช้ไว้เพื่อสร้างแบ็คกราวน์ในจอถ่ายรูปของคุณให้เต็มไปด้วยวิวสุดงดงามหลากตา เช่น ท้องฟ้าในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดาว โคมไฟห้อยระย้า หรือดาวตก ให้ดูก่อนถ่ายผ่านจอมือถือนั่นเอง

ฟิลเตอร์เอนิเมชั่น
ฟิลเตอร์ที่จะจดจำรูปหน้าและการเคลื่อนไหวของรูปหน้าคุณไว้ เพื่อตกแต่งด้วยเอฟเฟกต์เคลื่อนไหวสุดน่ารัก สุดโมเดิร์นมากกว่า 350 แบบให้เลือก

ฟิลเตอร์สี
มีมากกว่า 100 ฟิลเตอร์สีให้คุณเลือกสรรได้ตามต้องการ เพียงสไลด์ปลายนิ้วซ้ายขวาบนหน้าจอ

รวมฟิลเตอร์หลากหลายรูปมารวมไว้ในรูปเดียว
ฟีเจอร์ Collage – รวมหลากรูปของคุณเข้าไว้ในเฟรมเดียวกัน จะรูปจากฟิลเตอร์ไหนก็รวมอยู่ในเฟรมเดียวกันได้

สร้างวิดีโอเซลฟี่ง่ายๆ ไว้คุยกับเพื่อนผ่านฟีเจอร์ Play
สร้างวิดีโอแนวการ์ตูนง่ายๆ ผสานนวัตกรรมการถ่ายรูปและการแชตเข้าไว้ด้วยกัน

ทรู ผนึก หัวเว่ย สร้างศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” แห่งแรกในไทย


IMG_0550.JPG

กลุ่มทรู ตอกย้ำผู้นำสมาร์ท ดิจิตอล ไลฟ์ ผนึก หัวเว่ย ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก ร่วมกันพัฒนาสร้างศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่นการทำงานอัจฉริยะ Internet of Things (IoT) ต่างๆ จนสามารถใช้งานได้จริง สามารถตอบโจทย์ทุกประเภทลูกค้าและกลุ่มธุรกิจ รวมทั้งการต่อยอดโซลูชั่นอัจฉริยะที่ได้ผ่านการทดสอบเบื้องต้นมาแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับ IoT ใหม่ล่าสุด ได้แก่ NB-IOT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์ IoT ประเภทที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลน้อยและใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมาก เช่น โซลูชั่น Smart Parking หรือ Smart Metering เป็นต้น และเทคโนโลยี CAT-M1 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานโซลูชั่น IoT ประเภทอื่นๆ ที่ต้องการความเร็วสูงขึ้น แต่ยังคงประหยัดพลังงานได้เช่นกัน อาทิ โซลูชั่น Smart Transportation หรือ Asset Tracking ได้เป็นอย่างดี ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้จะตั้งอยู่ที่ธัญบุรี พร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาส 1 ปีนี้

นายพรรคพงษ์ อัคนิวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านเทคนิค-คุณภาพโครงข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลุ่มทรูมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและบริการที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์และเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ก้าวสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่อุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเราจะถูกเชื่อมโยงและสามารถสื่อสารกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นที่มาของแนวความคิดกลุ่มทรู ที่จะร่วมสร้างเมืองไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ด้วยนวัตกรรม Internet of Things (IoT) ยกระดับชีวิตคนไทยให้ใช้ชีวิตสมาร์ทขึ้นและสะดวกสบายขึ้น ผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ทรูและ4G ทรูมูฟ เอชที่ครอบคลุมทั่วไทย สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ผ่านมาได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยพัฒนาโซลูชั่นอัจฉริยะในรูปแบบต่างๆ ทั้ง Smart City, Smart Business, Smart Transport, Smart Home และ Smart Health รวมถึง Smart Platform for Sustainability ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและชนบท และล่าสุดได้ต่อยอดความร่วมมือกับหัวเว่ยในการสร้างแล็บเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี IoT เป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” จะประกอบไปด้วย ห้องสาธิตการทำงาน ห้องทำงานสำหรับพันธมิตร ห้องอุปกรณ์ Test Bed และกระบวนการจัดทำมาตรฐาน Integration & Certification มีวัตถุประสงค์หลักคือ การทดสอบและผนวกรวมโซลูชั่น IoT การพัฒนาแอพพลิเคชั่น IoT ตลอดจนสาธิตการทำงานให้กับพันธมิตรในทุกๆ อุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง ”

มร. เห้อ เผยเฉิง รองประธานกรรมการ ฝ่ายกลยุทธ์การตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มทรู ในฐานะที่เป็นผู้นำคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ในไทย และมีประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งยังเป็นผู้นำขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ICT มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 จากการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างทรู และหัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้นำ ICT ระดับโลก เรามั่นใจว่าเทคโนโลยี IoT จะเป็นโซลูชั่นหลักในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้, สมาร์ท อินดัสทรี, สมาร์ท โฮม และอื่นๆ อีกมากมาย เราทำงานร่วมกับทรูอย่างใกล้ชิดในการวิจัยและพัฒนาอีโคซิสเต็ม IoT ในประเทศไทย ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT ‘True-Huawei IoT Open Lab’ จะเป็นไมล์สโตนสำคัญของทรูและหัวเว่ย โดยเรามุ่งมั่นที่จะนำพันธมิตรรายอื่นๆ ตลอดจนสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างๆ และสร้างโลกที่เป็น All-Connect ให้เป็นจริงขึ้นมาได้”

เอไอเอส เปิดเครือข่ายอัจฉริยะ Narrow Band Internet of Thing : NB-IoTLIVE ครั้งแรก! ในไทย


AIS IOT.jpg

เอไอเอส ประกาศเปิดตัวเครือข่ายอัจฉริยะรองรับยุค Internet of Things – Narrow Band IOT LIVE เป็นครั้งแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ตอบสนองความต้องการยุคดิจิทัล จุดประกายสมาร์ทซิตี้

นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้เครือข่าย AIS 4G ก้าวสู่เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมแล้วถึงกว่า 98% ของพื้นที่ประชากร และไม่หยุดยั้งในการนำนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาเสริมขีดความสามารถเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้ ภาพรวมเราเชื่อว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะเติบโตถึง 300% โดยตลาดที่เติบโตมากที่สุดคือ Fix Broadband และกลุ่มการใช้งานของอุปกรณ์ IoT ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง  อาทิ Wearable, Machine2Machine อันถือว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับการบริหารจัดการเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศไทยไปอีกขั้น”

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมเครือข่ายให้พร้อมรองรับเทคโนโลยี IoT วันนี้เอไอเอสจึงประกาศเปิดตัว เครือข่าย Narrow Band – Internet of Things ที่พร้อมรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์และบริการแบบ IoT ได้แล้วอย่างเต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานระดับสากล แบบพร้อมให้บริการได้ทันที หรือ LIVE Network

สำหรับจุดเด่นเครือข่าย Narrow Band IoT ของเอไอเอส อาทิ

  1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี
  2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน
  3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับ โครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้

นายฮุย กล่าวย้ำว่า “การเปิดตัวเครือข่าย Narrow Band IoT ของเราครั้งนี้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาพัฒนาบนเครือข่ายที่ให้บริการจริงเป็นครั้งแรก โดยจะเปิดให้ชมการประยุกต์ใช้งานจากเทคโนโลยี Narrow Band IoT ในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ในงาน AIS Vision 2017 และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดแคมเปญ dtac Best Deal 2017 สยบทุกดีกรีความฮอตกับข้อเสนอสุดคุ้ม


Huawei.jpg

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ตอบรับกระแสสุดฮอตแห่งปี มอบประสบการณ์ดิจิทัลกับสัญญาณ dtac super 4G ลื่นสุด กว้างสุด และมอบความคุ้มค่าที่สุดให้ดิจิทัล เจนเนอเรชั่น สัมผัสปรากฏการณ์โปรสมาร์ทโฟนแห่งยุค กับ แคมเปญ “ดีแทค เบสท์ ดีล 2017 (dtac Best Deal 2017)” ผนึกแบรนด์หัวเว่ย (Huawei) สมาร์ทโฟนสุดฮอตแห่งปี ที่มียอดขายทั่วโลกกว่า 100 ล้านเครื่อง มอบความคุ้มค่าด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุดและมีเพียงดีแทคเท่านั้นที่ให้คุณได้ กับโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษทุกเครื่อง ทุกรุ่น สูงสุด 50% พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับกล้อง Leica รุ่น D-lux 109 ฟรี มูลค่า 39,200 บาท ทุกสัปดาห์ รวม 21 เครื่อง มูลค่ารวมกว่า 823,200 บาท (มอบให้ผู้โชคดีสัปดาห์ละ 3 เครื่อง)

สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม สามารถเลือกรับความคุ้มค่ากับสมาร์ทโฟน   ยอดนิยม อาทิ

  • Huawei Mate 9 Pro ราคา 20,900 บาท จากปกติ 27,900 บาท | Huawei Mate 9 ราคา 16,900 บาท จากราคาปกติ 23,900 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB
  • Huawei P9 ราคา 10,900 บาท จากปกติ 16,990 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB
  • Huawei P9 Plus ราคา 14,900 บาท จากปกติ 21,990 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 699 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 20 GB
  • Huawei GR5 2017 ราคา 5,900 บาท จากปกติ 8,900 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB

เพิ่มความสุดคุ้มยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดค่าเครื่องเพิ่มอีก 1,500 บาททุกรุ่น

โปรโมชั่นสุดฮอต กับ แคมเปญ “ดีแทค เบสท์ ดีล 2017 (dtac Best Deal 2017)”  เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2560

เตรียมเปิดศูนย์ “IP IDE Center” ให้คำปรึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรม เอสเอ็มอี


ipde

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมเปิดศูนย์ “IP IDE Center” เพื่อให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ (SMEs) ด้านแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรม เริ่มด้วยชูนวัตกรรมข้าวแก้ปัญหาข้าวไทย

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (Intellectual Property Innovation Driven Enterprise Center : IP IDE Center ) โดยศูนย์ IP IDE Center จะเน้นให้คำปรึกษาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (IDE) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ นำประเทศไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา

นายทศพล กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาข้าว และราคาข้าวในประเทศไทย             กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าวไทยที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยในการผลิต และการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต และเพิ่มคุณภาพในการผลิตให้กับผู้ผลิตสินค้า โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากข้าวและได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว อาทิ โลชั่นบำรุงเส้นผม “ไรซ์นาโนแฮร์ซีรั่ม” ทีมีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าวออร์แกนิค และสารสกัดใบบัวบก ผลิตด้วยนาโนเทคโนโลยีที่ช่วยในการดูดซึม หรือกรรมวิธีผลิตเครื่องดื่มน้ำนมข้าวและเครื่องดื่มน้ำนมข้าว ที่มีการนำเปลือกข้าวมาเพาะในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้ข้าวสร้างฮอร์โมนจิเบอแรลลิก ทำให้รสชาติดีและมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและแคลเซียมสูงกว่านมวัว เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากข้าวยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมายซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับข้าวได้ที่เว็บไซด์กรมทรัพย์สินทางปัญญา http://www.ipthailand.go.th

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวในเบื้องต้น ศูนย์ IP IDE Center ได้เริ่มเผยแพร่ข้อมูลและเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมข้าวแล้ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ทั้งในรูปแบบของ Facebook (Thai Rice Thai Innovation) และ Youtube (Thai Rice Thai Innovation) และเตรียมเปิดศูนย์ฯ ให้บริการคำปรึกษาแบบเต็มรูปแบบ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

“บีอีซี-เทโร มิวสิค” ปรับทัพรับเทรนด์ Internet of Things จับมือ “LINE TV” ลุยตลาด “VDO Online”


bec.jpg

“บีอีซี-เทโร มิวสิค” ปรับทัพรับเทรนด์ Internet of Things ด้วยการจับมือ “LINE TV” ลุยตลาด “VDO Online” ให้ลูกค้าได้รับชมมิวสิควีดีโอสุดคลาสิค ทั้งไทยและสากล จากหลายค่ายเพลงในสังกัด บีอีซี-เทโร มิวสิค(BEC-TERO Music) อาทิ โซนี่ มิวสิค (Sony Music) , เลิฟอีส (LOVEiS) , เบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) และ แบล็คชีพ (Blacksheep) มาให้บริการผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ฟรี!!!  ชูจุดเด่นอยู่ที่คอนเทนต์ที่นำมาให้บริการในครั้งนี้เป็นมิวสิควีดีโอที่หาชมที่ไหนไม่ได้มากกว่า 3,000 นาที มาให้บริการและสามารถรับชมได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ที่เดียวเท่านั้น เชื่อมั่นบริการนี้จะสามารถเติมเต็มความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้กับคอเพลงได้เป็นอย่างดี

นายพอล มนัสถาวร ผู้จัดการทั่วไป บีอีซี-เทโร มิวสิค บริษัท บีอีซี-เทโร เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงนโยบายทางการตลาดของปีนี้ว่า “ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ บีอีซี-เทโร มิวสิค ในปีนี้ยังคงโฟกัสไปที่ธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจหลักควบคู่ไปกับธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ในรูปแบบวีดีโอออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมองว่าตลาดวีดีโอออนไลน์มีแนวโน้มการขยายตัวสูงขึ้นในปีนี้ อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลาในการรับชมวีดีโอออนไลน์นานมากขึ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา จึงทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการเข้าสู่ยุค Internet of Things (IOTs) ที่เข้ามามีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งผลให้ตลาดส่วนนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ด้วยเหตุนี้เองทางบริษัทฯจึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาให้บริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

ล่าสุด “บีอีซี-เทโร มิวสิค” ได้ร่วมมือกับ “LINE TV” ในการให้บริการคอนเทนต์ที่เป็นมิวสิควีดีโอออนไลน์ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” โดยความพิเศษของคอนเทนต์ที่ทางบีอีซี-เทโร มิวสิค ได้นำมาร่วมกับ “LINE TV” ในครั้งนี้ เป็นมิวสิควีดีโอเพลงสุดคลาสสิคที่ปัจจุบันนี้หาชมที่ไหนไม่ได้มากกว่า 3,000 นาที ทั้งไทยและสากล จากหลายค่ายเพลงในสังกัด บีอีซี-เทโร มิวสิค อาทิ โซนี่ มิวสิค (Sony Music) , เลิฟอีส (LOVEiS) , เบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) และ  แบล็คชีพ (Blacksheep) มาให้บริการและสามารถรับชมได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ที่เดียวเท่านั้น  อาทิ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ – Scrubb , กลับมา-2 Day ago Kids ,  ผ่าน – Slot Machine เป็นต้น  โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับว่าเป็นการส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจซึ่งกันและกัน โดยอาศัยจุดแข็งของ บีอีซี-เทโร มิวสิค ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอนเทนต์บันเทิง จับมือกับ LINE ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยม ถือเป็นการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพลงให้สอดรับกับยุค Internet of Things (IOTs) ได้อย่างลงตัว

นายแดน ศรมณี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์และการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “จากผลสำรวจของ PWC ตลาดวีดีโอออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการใช้จ่ายผ่านวีดีโอโฆษณาออนไลน์โลกจากปัจจุบันถึงปี 2563 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 31% ต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดไทย ทั้งนี้ LINE TV ในฐานะแพลตฟอร์มวีดีโอออนดีมานด์ที่รวบรวมคอนเทนต์ที่ผ่านการคัดสรรมาแบบพรีเมี่ยมและ Exclusive  จึงมองเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือกับ บีอีซี-เทโร มิวสิค  โดยที่ผ่านมาเราได้มีการทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง มาสู่การเพิ่มคอนเทนต์ประเภทมิวสิควีดีโอบน LINE TV เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมในกลุ่มต่างๆได้กว้างขวางมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการทำ LIVE กับคอนเทนต์ Music บน LINE TV ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก และเป็นแนวทางที่จะทำร่วมกันต่อไป เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมมากขึ้น

สำหรับความร่วมมือกันระหว่าง “บีอีซี-เทโร มิวสิค” กับ “LINE TV” ในครั้งนี้ ทางบริษัทเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดเพลงให้คึกคักรับต้นปีและเติมเต็มความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้กับคอเพลงได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังสามารถขยายฐานลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยในอนาคตทางบริษัทฯมีแผนที่จะจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาให้บริการอย่างต่อเนื่องอีกแน่นอน” นายพอลกล่าวทิ้งท้าย