ก.ไอซีที ดึงศักยภาพศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนขับเคลื่อนสังคมสู่เศรษฐกิจดิจิทัล


pornchai นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ตามกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพียงพอและค่าบริการที่เหมาะสมไม่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกท้องถิ่น อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และการสร้างผู้ประกอบการและธุรกิจดิจิทัลและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้และผู้ทำงานในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และสิ่งที่สำคัญยิ่งคือ การพัฒนากำลังคน การวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมรวมทั้งระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับรากฐานของการพัฒนา ได้แก่ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคสังคม ด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อสังคมและทรัพยากรความรู้ (Digital Society) ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมดิจิทัล ในปี 2558 จะเน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาแก้ไขปัญหาการศึกษา การเกษตร สาธารณสุข ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาสังคมใน 3 มิติ ได้แก่ 1) การลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในการเข้าถึงบริการของรัฐ 2) การสร้างองค์ความรู้และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้โดยง่าย และ 3) การต่อยอดจากการเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบริการทางสังคมด้วยเทคโนโลยี โดยมีโครงการนำร่องเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบและนอกระบบ ร่วมกับสถาบันการศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนในพัฒนาระบบ Massive Open Online Course (MOOC) ลดช่องว่างทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนบนสื่อสาระออนไลน์ (e-Learning) ส่งเสริมการพัฒนาคลังความรู้ สื่อดิจิทัลทางด้านการเกษตรและสาธารณสุข และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน พัฒนาทักษะทางวิชาชีพของประชาชนด้วยระบบโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต (IPTV) Smart Classroom และ eDLTV รวมถึงการบูรณาการข้อมูลให้เชื่อมโยงของทุกหน่วยงานภาครัฐเพื่อการบริหารประเทศ

กระทรวงไอซีที ตระหนักถึงความสำคัญการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงได้มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ และให้ความสำคัญกับนโยบายพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและ การเรียนรู้ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล โดยได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน กระจายตัวในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศแล้วกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เพิ่มโอกาสและช่องทางการเข้าถึงสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์ให้แก่ชุมชน ทั้งนี้ กลไกการทำงานร่วมกับชุมชนของกระทรวงฯ คือ การพัฒนาคนซึ่งเน้นการสร้างผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนให้เป็น “วิทยากรชุมชน” เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำความรู้และทักษะที่ได้รับจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปถ่ายทอด

และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับชุมชนโดยใช้ ICT เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ เพิ่มช่องทางการตลาด ต่อยอดและพัฒนาอาชีพของคนในชุมชน เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนมีชีวิต สามารถให้บริการชุมชน และเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งนับได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของโครงการฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างคนในชุมชน สร้างเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ เป็นกลไกที่สำคัญของการถ่ายทอดนโยบายลงสู่พื้นที่และเกิดการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ วิทยากรชุมชนยังมีหน้าที่สำคัญคือการขยายผลด้วยการให้ความรู้ด้าน ICT ให้แก่ประชาชน ณ ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนร่วมกันคิดและออกแบบให้ตรงกับความต้องการ โดยเน้นที่การใช้ ICT อย่างสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ เพื่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

“ในปีนี้กระทรวงฯ จะได้จัดทำสื่อสังคมออนไลน์สร้างสรรค์ในรูปแบบ infographic เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างมีวิจารณญาณ คือ การตระหนักรู้ และเท่าทัน    ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล และสะดวกต่อการแชร์หรือแบ่งปันเรื่องดีๆ ในโลกสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการผลิตสื่อส่งเสริมความรู้และการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เห็นประโยชน์และเกิดการใช้งาน ICT ตลอดจนเปิดตลาดการท่องเที่ยวชุมชนที่มีศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนเป็นฐานเน้นการทำงานร่วมกับชุมชน สำหรับการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงฯ ได้นำแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ แบบเปิดสำหรับมหาชน หรือ Massive Open Online Course (MOOC) ที่จะต้องอาศัยการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับพันธมิตรจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเกษตร ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามแนวคิด “การเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด” โดยการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับชุมชนจำเป็นที่จะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นผู้จัดการเรียนการสอนกันเองเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ความเหมาะสม และบริบทของชุมชน และในส่วนของการส่งเสริมเศรษฐกิจ กระทรวงฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการระดับชุมชนเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ของตนเอง ผ่านเว็บไซต์ thailandMall.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์ e-Commerce แบบครบวงจร บริการ e-catalog ระบบสั่งซื้อ ระบบชำระเงินที่ปลอดภัย และการส่งสินค้าโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเชื่อมโยงสินค้าและบริการทั้ง supply chain ในขณะเดียวกันทุกภาคส่วนจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขายตามมาตรฐานและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนในระยะต่อไป กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจข้อมูลในแต่ละพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชน สำหรับนำมาปรับปรุง และจัดรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจจะต้องเอาทุกหน่วยมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานในระดับชุมชนอย่างแท้จริง หาพันธมิตรที่จะร่วมมือร่วมใจใช้ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ

ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และเกิดการพัฒนาเชิงบูรณการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีอาเซียน ร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งที่มีความตระหนักรู้ และสามารถใช้สารสนเทศได้สร้างสรรค์ วางรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนและเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลร่วมกันทั้งระบบต่อไป” นายพรชัยฯ กล่าว

อินเทล เปิดตัวนวัตกรรมเด่นมุ่งเสริมแกร่งพันธมิตร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลปี 58


Intel_01

บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด แถลงความมุ่งมั่นของอินเทลในปี 2558 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแก่ผู้บริโภคในประเทศไทย ที่พร้อมนำเสนอนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างครอบคลุมทุกประเภทตั้งแต่คอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ อุปกรณ์โมบายล์ และอุปกรณ์แวร์ เอเบิล (wearables) พร้อมทั้งความพยายามใหม่ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของเหล่าตัวแทนจำหน่ายให้เสมือนเป็นที่ปรึกษาด้านไอทีพร้อมกับการนำเสนอโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มขั้น

นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ปี 2558 จะเป็นปีที่น่าสนใจอีกปีหนึ่งของอินเทล ทั้งในด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค โดยเราจะรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทั้งในผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพีซีด้วยการนำเสนอพีซีในรูปแบบใหม่ๆ โดยจะมีการเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ๆ เช่น อินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจนเนอเรชั่น 5 และในกลุ่มโมบายล์โดยเป็นการจัดกลุ่มของแบรนด์อินเทล อะตอม โปรเซสเซอร์ ที่ออกแบบในเอเชียเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย จะทำให้ผู้ใช้งานเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้น จะมีความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจโฉมใหม่ตามนโยบายเศรฐกิจดิจิทัล”

จากผลสำรวจ Digital Evolution Index โดย มาสเตอร์ การ์ด* และ The Fletcher School at Tufts University พบว่า ประเทศจีน มาเลเชีย และไทย เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็วที่สุด 3 อันดับแรก สืบเนื่องจากการเพิ่มจำนวนประชากรของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง  สำหรับในทวีปเอเชีย อินเทลเล็งเห็นถึงความต้องการใช้อุปกรณ์โมบายล์ที่สูงเป็นประวัติการณ์ จากผลสำรวจล่าสุดของ       อินเทลพบว่า ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีอัตราการเติบโตของอุปกรณ์โมบายล์รวดเร็วที่สุดในโลก และจะขยายตัวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาภายในปี 2561

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลท์ในปีนี้ ได้แก่อินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจนเนอเรชั่น 5 คือโปรเซสเซอร์ในตระกูลคอร์รุ่นล่าสุดจากอินเทล ซึ่งใช้กระบวนการผลิตแบบ 14 นาโนเมตร มาพร้อมระบบและการแสดงภาพกราฟฟิกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับประสบการณ์การใช้งานอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า  อินเทล อะตอม x ซีรีส์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประมวลผลเต็มรูปแบบเพื่อใช้งานในอุปกรณ์สื่อสารระดับพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต แฟ็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเป็นการผสมผสานหน่วยประมวลผลแบบ 64 บิทในตระกูลอะตอมแบบมัลติ-คอร์ เข้ากับการเชื่อมต่อเครือข่าย 3G หรือ 4G LTE จึงมีคุณสมบัติที่พร้อมรับมือทั้งแอพพลิเคชั่น ภาพถ่าย ภาพกราฟฟิก เสียง การเชื่อมต่อเครือข่าย และการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ ซึ่งรวมอยู่ภายในชิปเดียว ทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รายต่างๆ สามารถสร้างสรรค์แท็บเล็ต แฟ็บเล็ต และสมาร์ทโฟนในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

นายสนธิญา กล่าวเสริมว่า “ในด้านนวัตกรรมสำหรับพีซี อินเทลพยายามผลักดันให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละระดับความต้องการของแต่ละภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดโมเดลการใช้งานใหม่ๆ รวมทั้งเป็นการเพิ่มทางเลือกที่มากขึ้นให้แก่องค์กรและส่วนบุคคล และ     อินเทลได้นำเสนอผลิตภัณฑ์พร้อมรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนไปออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคือพีซีที่มีขนาดเล็กลงไปอีกที่เรียกว่า อินเทล คอมพิวท์ สติ๊ก ที่จะพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2558”

อินเทล®คอมพิวท์ สติ๊ก คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจิ๋ว ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนหน้าจอโทรทัศน์ระบบ HDMI ให้สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง สามารถทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ อาทิ การรับส่งอีเมล การท่องเว็บไซต์และการค้นดูเนื้อหาต่างๆ และการใช้งานเพื่อความบันเทิง นอกจากนั้น คอมพิวท์ สติ๊ก ยังสามารถใช้งานเพื่อประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีก ทั้งด้านการศึกษา การวางระบบเครือข่ายแบบ thin client การใช้งานกับตู้จำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ (kiosk) รวมถึงการเป็นจุดขายสำหรับอุปกรณ์หรือแอพพลิเคชั่นบางประเภท

“อินเทลเชื่อมั่นว่า จากความร่วมมือในการพัฒนาและคิดค้นผลิตภัณฑ์กับพันธมิตรอันหลากหลาย ซึ่งอุปกรณ์และนวัตกรรมต่างๆที่สร้างสรรค์ขึ้นมานี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค เพื่อเป็นการยกระดับการใช้ชีวิตและการทำงานของคนในยุคดิจิทัลที่มีการผสานเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งอุปกรณ์รวมทั้งโซลูชั่นอันหลากหลายนี้ จะเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ซื้อในการหาอุปกรณ์และโซลูชั่นที่เหมาะสมกับการใช้งานทั้งในแบบองค์กรและส่วนบุคคล  ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยภายในปีนี้จะมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลายทยอยวางจำหน่ายสู่ตลาดประเทศไทย” นายสนธิญา กล่าวทิ้งท้าย

 

ดีแทคจับมือเทเลเนอร์เมียนมาร์ ออกซิม“แฮปปี้เมียนมาร์” ค่าโทรสุดคุ้มนาทีละ 3 บาท


pic (3)

ดีแทคต่อยอดความเป็นพันธมิตรในกลุ่มเทเลนอร์เชีย ร่วมมือกับเครือข่ายเทเลเนอร์เมียนมาร์ สร้างการสื่อสารไร้พรมแดนให้ชาวเมียนมาร์ และคนไทยที่ทำธุรกิจค้าขายชายแดน ได้ใช้บริการที่คุ้มค่า ด้วยโปรโมชั่นใหม่สุดคุ้มและบริการสุดพิเศษ “แฮปปี้ซิมเมียนมาร์” และบริการ “ใจดีให้โอนไปเมียนมาร์จากแฮปปี้” ได้เป็นครั้งแรก เพื่อต้อนรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเพื่อพี่น้องชาวเมียนมาร์ทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ให้สื่อสารถึงกันได้อย่างไม่จำกัดเหมือนอยู่ประเทศเดียวกัน

นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค รองประธานบริหาร และเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์ เอเชีย กล่าวว่า “เทเลนอร์เอเชียมีแผนงานพัฒนาความร่วมมือระหว่างบริษัทที่เทเลนอร์ลงทุนอย่างต่อเนื่อง เราทำงานข้ามพรมแดน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการสำหรับลูกค้า ซึ่งความร่วมมือระหว่างดีแทคและเทเลนอร์เมียนมาร์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ลูกค้าและเศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับประโยชน์จากความมุ่งมั่นในการทำงานของเราในภูมิภาคนี้

นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแรงงานเมียนมาร์ที่มีบทบาทและจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย โดยมีสถิติแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาทำงานในไทย เดือนเมษายนปี 2557 รวม 3 สัญชาติ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว มีจำนวนทั้งสิ้น 1,442,739 คน (ข้อมูลจากสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) ชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่เป็นกลุ่มชุมชน ตามกลุ่มพี่น้องที่เคยทำงานที่ประเทศไทย ทำให้มีความรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข และมีการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อหากันตลอดเวลา ดีแทคจึงได้สร้างสรรค์ซิมแฮปปี้เมียนมาร์ ขึ้นมาเพื่อชาวเมียนมาร์  และนักธุรกิจที่ค้าขายอยู่ชายแดนไทยเมียนมาร์ สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องไร้ขีดจำกัด เหมือนโทรหากันในประเทศเมียนมาร์”

ข้อเสนอสุดพิเศษกับค่าโทรสุดคุ้ม พิเศษเพียงนาทีละ 3 บาทกับซิมแฮปปี้เมียนมาร์ภายใต้แนวคิด “1 2 3 4” กับโปรโมชั่น 4 รูปแบบสุดคุ้ม คือ

  1. มอบค่าโทรในเครือข่ายแฮปปี้ 1 ชั่วโมง จ่ายเพียง 99 สตางค์ (โทรระหว่าง 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น)
  2. พร้อมเล่นฟรีกับ 2 โซเชียลแอพพลิเคชั่นสุดฮิตอย่าง Facebook และ Line นานถึง 6 เดือน
  3. โทรนาทีละ 3 บาทต่อ เมื่อโทรในเครือข่ายเทเลเนอร์ประเทศเมียนมาร์ ผ่านโทรทางไกลต่างประเทศกด 00400
  4. โทรนาทีละ 4 บาท เมื่อโทรออกนอกเครือข่ายไปประเทศเมียนมาร์ ผ่านโทรทางไกลต่างประเทศกด 00400

โดยลูกค้าปัจจุบันที่สนใจสามารถกดสมัครได้ที่ *700 โทรออก นอกจากนี้แฮปปี้และเครือข่ายเทเลเนอร์ประเทศเมียนมาร์ร่วมกันเปิดบริการ “ใจดีให้โอนไปเมียนมาร์จากแฮปปี้” บริการที่ให้โอนค่าโทรหาซิมเทเลเนอร์เมียนมาร์ จากเบอร์แฮปปี้ในประเทศไทยได้เป็นครั้งแรก สามารถโอนค่าโทรได้ 2 ราคา คือโอนค่าโทร 120 บาท โดยเบอร์ปลายทางจะได้รับค่าโทร 3,000 จ๊าด และโอนค่าโทร 200 บาท โดยเบอร์ปลายทางจะได้รับค่าโทร 5,000 จ๊าด (ไม่คิดค่าธรรมเนียมและค่าบริการเพิ่ม) โอนง่าย สะดวก เพียงกด *727*95เบอร์มือถือผู้รับปลายทาง 10 หลัก *จำนวนเงินที่ต้องการโอน 120 หรือ 200 บาท *9 แล้วโทรออก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1678 กด 90 (บริการภาษาเมียนมาร์) รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่  www.dtac.co.th

สพฐ.นำระบบ TEPE ONLINE พัฒนาครูและบุคลากรการศึกษา


07_TEPE Online

สพฐ.ขับเคลื่อนการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยยึดถือภารกิจและพื้นที่การปฏิบัติงานเป็นฐาน ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ TEPE Online (Teahers and Educational  Personnels Enhancement Based on Mission and Funtional Areas as Major) เพื่อรองรับอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 แสนกว่าคนทั่วประเทศ  นำมาสู่การพัฒนาบุคลากรครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความเท่าเทียมกันทั่วประเทศโดยผ่านอินเทอร์เน็ตภายใต้หลักการเรียนรู้ได้ทุกคนทุกที่ทุกเวลา หวังประหยัดงบประมาณ และยังเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อระบบการศึกษาในอนาคต

พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา โดยกระทรวงศึกษาธิการ  ได้มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาโดยทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิด  วิเคราะห์ รวมทั้งปลูกฝังในเรื่องค่านิยมหลัก 12 ประการ มีความสามารถรอบด้านทั้งทางร่างกายและสังคม ซึ่งในส่วนนี้ยังเล็งเห็นเพิ่มเติมว่า จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงในสังคม เป็นบุคลากรที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม มีภูมิความรู้และทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดความรู้ที่เหมาะสม ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ การจะเลื่อน วิทยฐานะของข้าราชการครู จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีโอกาสพัฒนาต่ออย่างมั่นคง ทั้งทางหน้าที่การงานและรายได้ โดยเฉพาะการที่ กคศ.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธิการในการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งวิธีเป็นทางเลือก ที่เรียกว่าหลักเกณฑ์ในการทำข้อตกลงการพัฒนางาน  ที่มาทดแทนการเขียนผลงานวิชาการที่ครู 90กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่งผลงานแล้วก็ตกเพราะว่าครูสพฐ.หรือครูระดับประถมและมัธยมของเราไม่มีความถนัดในการทำผลงานรูปแบบของงานวิจัยและพัฒนาแต่ถนัดที่จะทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานได้แก่ โรงเรียนและเขตพื้นที่มากกว่า  กคศ.จึงกำหนดหลักเกณฑ์นี้มาให้โอกาสครูทำข้อตกลงการพัฒนางานของตนเอง ทำงานในพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเอง  ประเมินในพื้นที่ปฏิบัติงานของตนเอง และที่สำคัญประเมินที่ความสำเร็จและคุณภาพที่เกิดกับนักเรียนในความรับผิดชอบของตนเอง เชื่อมั่นว่าครูของเราทำได้และทำได้ดี  ตลอดจนเกิดประโยชน์กับนักเรียนโดยตรงอย่างแน่นอน  แต่การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์และวิธีการใหม่นี้ กคศ.ได้กำหนดให้ครูที่จะขอทำข้อตกลงการพัฒนางานจะต้องผ่านการพัฒนาตามที่ส่วนราชการ (สพฐ) กำหนด 2 ส่วนก่อน ได้แก่

o  ส่วนที่1 การพัฒนาความรู้ความสามารถเชิงทฤษฎี

o  ส่วนที่2 การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดหลักสูตรในการพัฒนาความรู้ความสามารถเชิงทฤษฎีมาไว้ในระบบ TEPE Online   โดยครูทั่วประเทศสามารถเข้าสู่ระบบการพัฒนาได้โดยไม่ต้องไปอบรมในสถานที่อื่นๆนอกพื้นที่การปฏิบัติงาน เป็นการพัฒนาที่สามารถพัฒนาตนเองได้ทุกคน ทุกสถานที่และทุกเวลา ไม่ต้องจ่ายเงินลงทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญไม่ต้องละทิ้งห้องเรียนและครูยังมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นตามภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบอีกด้วย  จึงเป็นการคืนความสุขให้ครู  คืนความสุขให้นักเรียน ประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง  และเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของการเดินหน้าประเทศไทยในด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาล

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า  คุณภาพการศึกษาระดับประเทศอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนาและเมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ย้อนหลังพบว่าคุณภาพผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีเหตุปัจจัยของปัญหาที่สำคัญคือ ครูไม่มีโอกาสจัดการเรียนการสอนได้เต็มเวลาเต็มหลักสูตร เนื่องจากข้าราชการครูต้องเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพตามระบบ เช่น เมื่อครูทำงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและนำผลงานนั้นไปนำเสนอขอตำแหน่งใหม่ เมื่อผ่านการประเมินแล้วก่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ต้องเข้ารับการพัฒนาด้วยการประชุมอบรมก่อนแต่งตั้งจำนวน 5–6 วัน และเมื่อมีข้าราชการครูสอบเปลี่ยนตำแหน่งสายงานใหม่จากครูผู้สอนไปสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาต้องเข้ารับการอบรมก่อนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ จำนวน 23 วันทำการ และการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาของข้าราชการครู เมื่อสอบผ่านก่อนได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งต้องเข้ารับการอบรมปฏิบัติการเป็นเวลา จำนวน 45 วัน ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาและละทิ้งภาระงานประจำไปเข้ารับการอบรมปฏิบัติการทางตรงแล้ว รัฐบาลยังเสียงบประมาณเพื่อการนี้อีกจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีงบประมาณ

ดังนั้น เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของทางราชการและคืนเวลาปฏิบัติราชการในหน้าที่ให้กับข้าราชการครู สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.จึงได้วางแผนปรับเปลี่ยนรูปการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในรูปแบบใหม่เป็น “การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยยึดภารกิจและพื้นที่การปฏิบัติงานเป็นฐานด้วยระบบ TEPE Online (Teahers and Educational Personnels Enhancement Based on Mission and Funtional Areas as Major)” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลาการทางการศึกษาที่มีระบบและกระบวนการที่เน้นให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้พัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์ ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพให้บรรลุตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นและสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละตำแหน่งและความก้าวหน้าของครู โดยระบบ TEPE Onlineประกอบด้วยส่วนของการพัฒนาตนเอง และส่วนการรับรองความรู้ โดยเริ่มจากความต้องการในการพัฒนาตนเองตามวัตถุประสงค์การพัฒนา เลือกหลักสูตรเพื่อศึกษาเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การพัฒนาที่มีอย่างหลากหลายสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ และองค์ความรู้สำคัญที่จำเป็น ดำเนินการศึกษาผ่านระบบ TEPE Online ตรวจสอบผลการพัฒนา และเข้าสู่การทดสอบเพื่อรับรองความรู้จากศูนย์สอบจังหวัดที่มีอยู่ในทุกจังหวัด ด้วยกระบวนการที่ไม่ยุ่งย่าก ซับซ้อน ตลอดจนยังไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางเข้ารับการอบรมตามกระบวนการเดิมอีกด้วย

สพฐ.เล็งเห็นว่า TEPE Online จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการทุกสถานที่ทุกเวลาตามที่ต้องการด้วยตนเอง ทุกสถานที่ตามความพร้อม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล สู่การพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

เครือข่ายผู้บริโภค ร้อง สนช. จี้ กสทช. คิดค่าโทรเป็นวินาทีไม่จริง


IMG_5594

วันนี้ (11 มี.ค. 58 / รัฐสภา) คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) พร้อมด้วย เครือข่ายผู้บริโภค ยื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช) ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. กรณีไม่กำหนดค่าบริการมือถือตามระยะเวลาการใช้งานจริงโดยไม่ปัดเศษเป็นนาที และบังคับใช้กฎหมาย กรณีการถือครองหุ้นของบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1988) จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ที่เข้ามาซื้อหุ้นในบริษัทเครือแกรมมี่ และบริษัทเครือเนชั่น เพื่อป้องกันการผูกขาด จำกัดการแข่งขัน และให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค

นางมณี จิรโชติมงคงกุล อนุกรรมการด้านสื่อสารและโทรคมนาคม คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์ที่ สปช.ให้ กสทช. ดำเนินการตามกฎหมายมาตรา 31 วรรค 2 สั่งห้ามไม่ให้คิดค่าบริการโดยปัดเศษเป็นนาที พบว่า ค่ายมือถือได้ดำเนินการออกโปรโมชั่นเสริมมากมายเพื่อสอดรับนโยบาย สปช. แต่จากการศึกษาโปรโมชั่นพบว่า แต่ละโปรโมชั่นมีการให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนและอาจต้องจ่ายเงินแพงกว่าเดิม ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมการฯ จึงขอให้ สนช.ช่วยตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.ให้ดำเนินการตามนโยบาย สปช. โดยไม่ต้องคิดโปรโมชั่นใหม่ แต่ให้ใช้โปรโมชั่นเดิมโดยการไม่ปัดเศษวินาทีเป็นนาที

“ผู้ประกอบการมีแพ็คเกจเยอะมาก ซึ่งดูแล้วผู้บริโภคสับสน หลอกลวง เป็นการซับซ้อน เราว่าให้ตรวจสอบองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายหรือองค์กรที่กำกับดูแลให้ทำหน้าที่ตัวเองว่า ให้ประชาชนจ่ายตามที่ใช้จริง แพ็คเกจที่ผู้ประกอบการออกมาเราตรวจสอบแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์ เผลอๆ จะแพงกว่าที่ใช้อยู่เดิมด้วยซ้ำไป” นางมณี กล่าว

ด้าน ภญ.ชโลม เกตุจินดา กรรมการ คอบช. กล่าวถึงกรณีของบริษัท SLC ซื้อหุ้นใน บริษัทเครือแกรมมี่ และ บริษัทเครือเนชั่นนั้นอาจทำให้เกิดผูกขาด และเกิดการครอบงำสื่อโดยเฉพาะช่องข่าวสารสาธารณะ อีกทั้งยังผิดระเบียบข้อบังคับของ กสทช. กรณีไม่ให้ถือหุ้นเกิน 10% และไม่ให้ประมูลสื่อข้ามประเภท คณะกรรมการองค์การอิสระฯ จึงขอให้ สนช. ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. และให้กสทช.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“การที่เราเข้าถึงทีวีดิจิตอล มันเป็นเรื่องความหลากหลายของการรับข้อมูลข่าวสาร ถ้ามีการครอบงำสื่อโดยเฉพาะช่องข่าวสารสาธารณะ ถ้าทำให้มันเหมือนๆ กันเนี๊ยะ ผลเสียจะตกกับผู้บริโภคโดยตรง เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านตรวจสอบ กสทช. ซึ่งเรื่องพวกนี้เนี๊ยะทาง สปช. ก็ได้สื่อสารมาทาง สนช.แล้ว และก็ได้ตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว เราคิดว่าทางคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ถึงจะยังไม่มีตัวตนในกฎหมาย แต่เราทำงานกันในฐานะเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค เราก็จะตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่รัฐด้วยกันเองไม่ตรวจสอบเราเลยมายื่นหนังสือกับท่านเพื่อให้ท่านได้ตรวจสอบตามปกติของกลไกแม่น้ำห้าสาย ซึ่งตอนนี้เราคงหวังพึ่งแม่น้ำห้าสาย” ภญ.ชโลม กล่าว

ทางด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ผู้รับหนังสือ กล่าวว่า “ทั้งสองเรื่องนี้ก็อยู่ในแนวทางปฏิรูปอยู่แล้ว ซึ่งคิดว่า กสทช.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงเรื่องนี้จะต้องรีบดำเนินการ ทั้งนี้ จะส่งให้2 เรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนช. ไปดำเนินการ”

 

 

 

NOSTRA Map แอพฯ แผนที่เปิดจองโรงแรมผ่าน AGODA


Print

บริษัท โกลบเทค จำกัด ผู้พัฒนาแอพฯ แผนที่เดินทาง NOSTRA Map Thailand ร่วมมือกับ agoda.com เว็บไซต์จองห้องพักออนไลน์ระดับโลก เพิ่มช่องทางดูรายละเอียดโรงแรมและสำรองห้องพักของโรงแรมในเครือข่ายของ agoda.com บน NOSTRA app ให้ผู้ใช้งานแอพฯ ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 850,000  คน เข้าถึงโรงแรมกว่า 8,000 แห่งในเครือ Agoda ทั่วประเทศไทย ให้คุณพร้อมเดินทางได้อย่างมั่นใจ  “ค้นหา  จอง  นำทาง ครบเครื่องในแอพเดียว”

ผู้ใช้งาน NOSTRA app เพียงแตะที่โลโก้ Agoda ที่ปรากฏอยู่บนตำแหน่งแผนที่โรงแรมที่ทำการค้นหา ก็จะสามารถเข้าชมรายละเอียดของโรงแรม เช่น ที่อยู่ สิ่งอำนวยความสะดวก รูปภาพ เช็คห้องว่าง ราคา รีวิวจากผู้เข้าพักจริง และทำการจองโรงแรมได้โดยตรงผ่านระบบ agoda.com  ทั้งยังยืนยันการจองห้องพักได้ทันที โดยลูกค้าจะได้รับข้อเสนอพิเศษสามารถประหยัดค่าที่พักได้สูงสุดถึง 75% และยังได้รับคะแนนสะสมในแต่ละครั้งที่เข้าพัก

 

ไมโครซอฟท์ จัดกิจกรรม #WeSpeakCode ผลักดัน “โค้ด” เป็นภาษาที่2ของไทย


Photo 01_Microsoft kicks off #WeSpeakCode campaign to make code the second language in Thailand

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผนึกกำลังสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สอ.ดย.) และสถาบัน Change Fusion จัดกิจกรรม #WeSpeakCode (#วีสปีคโค้ด) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับให้ “ภาษาโค้ด” กลายเป็นภาษาที่สองของประเทศไทยและชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภายในปี 2558 คาดว่ากิจกรรม #WeSpeakCode จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย 20,000 คน ได้ทดลองฝึกการเขียนโค้ด ก่อนจะก้าวไปสู่อนาคตการเป็นนักสร้างสรรค์และพัฒนาในโลกยุคดิจิตอล

กิจกรรม #WeSpeakCode เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Microsoft YouthSpark (ไมโครซอฟท์ ยูธสปาร์ค) ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของไมโครซอฟท์ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาได้มากขึ้น ผ่านการเข้าถึงทักษะด้านไอทีและการศึกษาที่ดีขึ้น สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลกได้ใช้จินตนาการ ตระหนักถึงอนาคตที่สดใส และช่วยให้พวกเขาสามารถหางานหรือสร้างธุรกิจของตนเองได้

ในปีที่ผ่านมา กิจกรรม #WeSpeakCode ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีเยาวชนหลายพันคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ดขั้นพื้นฐาน ขณะที่นักพัฒนาแอพมืออาชีพอีกมากมายต่างพร้อมใจกันเขียนโค้ดแบบมาราธอนข้ามคืนในกิจกรรม Hackathon และสร้างสรรค์แอพใหม่ๆ ขึ้นเพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคม สำหรับในปี 2558 นี้ กิจกรรม #WeSpeakCode จะครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม #WeSpeakCode ThunderClap รายการแข่งขันทางโซเชียลมีเดีย และกิจกรรมการเขียนโค้ดครั้งสำคัญของเมืองไทยในวันที่ 21 มีนาคม 2558

“การมีความรู้และทักษะพื้นฐานในการเขียนโค้ดไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการได้รับการจ้างงาน แต่ทักษะดังกล่าวยังเปิดโอกาสของการก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการสำหรับผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ไมโครซอฟท์เชื่อว่าทักษะในโลกดิจิตอล เช่น การเขียนโค้ด เป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษนี้ โดยสถาบันการศึกษาทุกแห่งควรมีหลักสูตรที่ครอบคลุมทักษะเหล่านี้ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปลี่ยนแปลงสังคม ยกตัวอย่าง นักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้นำความรู้ที่ได้รับจากหลักสูตรด้านไอทีของไมโครซอฟท์ไปใช้พัฒนาแอพสำหรับสมาร์ทโฟน มีการประยุกต์เทคโนโลยี Augmented Reality มาใช้ในการให้ข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนพิการที่ใช้รถเข็นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดดเด่นและนำมาใช้ได้จริง”   นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นางศรีศักดิ์ ไทยอารี ผู้อำนวยการสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวเสริมว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมงานกับไมโครซอฟท์ ในการส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม #WeSpeakCode ตอกย้ำเป้าหมายที่ทั้งองค์กรต่างมีร่วมกัน คือ การพัฒนาศักยภาพเยาวชนของไทย การฝึกสอนให้เยาวชนได้หัดเขียนโค้ดถือเป็นการปลูกฝังทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาด้วยตรรกะและเหตุผล ทั้งยังส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ทักษะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการทำงานในอนาคต ไม่ว่าในสายงานหรือธุรกิจประเภทใดก็ตาม”

“เป้าหมายของสถาบัน Change Fusion คือ การส่งเสริมและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการเพื่อสังคม  และทักษะการเขียนโค้ดจะช่วยให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่สามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการของตนได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล“ นายไกลก้อง ไวทยาการ รองผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าว “กิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสถาบันฯ กับไมโครซอฟท์ โดยเราเชื่อว่าการผนึกกำลังกันระหว่างบริษัทไอทีระดับโลก กับสถาบันเพื่อการพัฒนาสังคมเช่นนี้ จะช่วยจุดประกายให้คนไทยรุ่นใหม่ได้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป”

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์ขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมกันสร้างกระแส #WeSpeakCode ให้ได้รับการรับรู้     ทั่วประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก โดยการร่วมลงชื่อใน  #WeSpeakCode ThunderClap (หรือ https://www.thunderclap.it/projects/21629-wespeakcode-in-asia-pacific?locale=en) ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมแนะนำกิจกรรม  #WeSpeakCode ออกสู่สายตาของสาธารณชนผ่านทางโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง ทั้งเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และทัมเบลอร์

เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นให้คนไทยได้สัมผัสกับการเขียนโค้ด ที่ทั้งสนุกและง่ายกว่าที่ใครหลายคนคิด ไมโครซอฟท์ยังได้จัดกิจกรรมการแข่งขัน #WeSpeakCode ผ่านโซเชียล มีเดีย โดยให้ผู้แข่งขันถ่ายภาพกิจกรรมการเขียนโค้ดร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือสมาชิกในครอบครัว ก่อนจะอัพโหลดและแชร์ผ่านทางอินสตาแกรมและเฟซบุ๊คเพื่อร่วมชิงรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โนเกีย ลูเมีย 830 หรือเมาส์ Arc Touch จากไมโครซอฟท์ ผู้ที่สนใจสามารถอัพโหลดภาพเพื่อร่วมชิงรางวัลได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2558 โดยไมโครซอฟท์จะประกาศรายชื่อผู้ชนะในวันที่ 15 เมษายน 2558 ผ่านทางเว็บไซต์ของการแข่งขันนี้ (หรือ http://www.wespeakcode.net/contestdetails-th.aspx) และทางบล็อก Microsoft Asia Pacific Citizenship (หรือ http://blogs.technet.com/b/microsoft_citizenship_asia_pacific/)

ส่วนไฮไลต์ของกิจกรรม #WeSpeakCode จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 มีนาคม 2558  “กิจกรรมการเขียนโค้ดครั้งสำคัญของประเทศไทย” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเขียนโค้ดครั้งสำคัญ ผ่านการถ่ายทอดสด โดย Microsoft Lync ได้ที่ https://join.microsoft.com/meet/v-sujura/9fhqg38s โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดมาก่อนแต่อย่างใด

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.