ทีเอ็มบี ผนึกกำลัง อาลีบาบา ผ่านเรดดี้แพลนเน็ต ติดอาวุธเอสเอ็มอียุคดิจิทัล ทะยานสู่การค้าโลก


IMG_0515.JPG

ทีเอ็มบี ผนึกกำลัง อาลีบาบากรุ๊ป เว็บไซต์การค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก และเรดดี้แพลนเน็ต รวมพลังพันธมิตรสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ขยายช่องทางธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ พร้อมเติมแต้มต่อด้วยโซลูชั่นทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกความเป็นไปได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งด้านความคุ้มค่าประหยัดค่าใช้จ่าย เสริมแกร่งด้วยความรู้ด้านธุรกรรมระหว่างประเทศ และการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันเอสเอ็มอีไทยทะยานสู่การค้าระดับโลกอย่างมั่นใจ
นายไตรรงค์ บุตรากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีเอ็มบีมีนโยบายสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจการส่งออกและต้องการก้าวสู่ตลาดโลกโดยผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ จึงได้มุ่งพัฒนาแคมเปญพิเศษร่วมกับ Alibaba.com ผ่านบริษัทตัวแทน คือ บริษัทเรดดี้แพลนเน็ต จำกัด โดยเอสเอ็มอีที่สมัครสมาชิกแบบ Gold Supplier บน Alibaba.com ผ่านทาง เรดดี้แพลนเน็ต พร้อมกับเปิดบัญชี TMB SME One Bank จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่างประเทศ (ขาเข้า) รับอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน รับ จ่าย ในประเทศ และค่าต่ออายุสมาชิก Alibaba.com ในปีถัดไป พร้อมเสริมความมั่นใจในการทำธุรกิจระหว่างประเทศด้วยการเข้าอบรมหลักสูตร SME Trade Expert Program by TMB ที่สอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของทีเอ็มบี และยังเพิ่มโอกาสการค้ามากขึ้นด้วยการได้พื้นที่โฆษณาในหน้าหลักของ Alibaba.com ฟรีตลอด 1 เดือนอีกด้วย ซึ่งสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์และเป็นแต้มต่อให้เอสเอ็มอีในการทำธุรกิจผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของอาลีบาบาให้ประสบความสำเร็จ ขับเคลื่อนให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายเจอรี่ หวู่ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Alibaba.com เว็บไซต์การค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของโลก กล่าวว่า Alibaba.com ให้ความสำคัญกับตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยอย่างมาก โดยมองเห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวและเติบโตได้อีกมากมาย พร้อมทั้งต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญและการขยายโอกาสธุรกิจไปสู่ตลาดโลก ไม่ใช่เพียงตลาดแถบเอเชียเท่านั้น ทั้งนี้ แคมเปญพิเศษที่ได้ร่วมมือทีเอ็มบี นับเป็นมิติใหม่และโอกาสที่ดีในการยกระดับธุรกิจอี-คอมเมิร์ช ให้ครบวงจรมากขึ้น โดย Alibaba.com จะเป็นช่องทางเชื่อมธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายมาพบกัน เมื่อเสริมด้วย ทีเอ็มบี ซึ่งจะเป็นผู้ขับเคลื่อนด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศให้สมบูรณ์แบบ ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกรรมการเงินได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน Alibaba.com ก็พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอีไทยอีกด้วย
นายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนผู้ให้บริการสมัครสมาชิกกับ Alibaba.com รายแรกในประเทศไทย กล่าวว่า “บริษัทฯ มีเป้าหมายในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของคนไทยให้มีโอกาสในการส่งออกไปยังเวทีการค้าโลกได้อย่างสะดวก ผ่านช่องทาง Alibaba.com ดังนั้น ความร่วมมือกับทีเอ็มบีในแคมเปญพิเศษนี้ นับเป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างของเรดดี้แพลนเน็ตด้วยการยกระดับสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิก เพิ่มโซลูชั่นด้านธุรกรรมการเงินสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ จากเดิมที่เรามีเครื่องมือทางการตลาดให้อย่างครบถ้วน ทั้งการสมัครเป็นสมาชิก Alibaba การจัดอบรม การให้คำปรึกษาเชิงลึก โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแคมเปญพิเศษนี้ จะยังได้รับสิทธิการอบรมหลักสูตรการตลาดออนไลน์ Digital Marketing และการจัดทำเว็บไซต์และโดเมนร้านค้าออนไลน์ในชื่อของตนเอง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าโซลูชั่นนี้จะจุดประกายให้เอสเอ็มอีไทยกล้าที่จะขยายธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังต่างประเทศมากขึ้น และจะมีส่วนสร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างมาก”

เจมาร์ท” กางธุรกิจปี 60 ตอกย้ำผันตัวสู่โฮลดิ้ง คอมพานี ปั้น Jaymart Mobile แตกไลน์ธุรกิจฟินเทค


IMG_0514.JPG

เจมาร์ท แถลงแผนธุรกิจปี 60 ประกาศความสำเร็จหลังผนึกกำลังร่วมกันของบริษัทในเครือ ทั้ง JMART – JMT – J และ SINGER แถมปีนี้เจมาร์ทฯ ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ผันตัวเองเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ปั้น Jaymart Mobile เป็นบริษัทแกนหลักในการเติบโตผ่านช่องทางค้าปลีกที่มีอยู่ทั่วประเทศ พร้อมเสริมทัพธุรกิจด้วยฟินเทค โดย J Fintech และ J Ventures มั่นใจ ปี 2560 เติบโตไม่ต่ำกว่า 30%

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ผู้นำทางด้านธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่มีช่องทางการจำหน่ายทั่วประเทศ เปิดเผยถึง แผนธุรกิจประจำปี 2560 ของกลุ่มบริษัทเจมาร์ท หลังจากการผนึกกำลังของบริษัทในเครือที่มีความแข็งแกร่งประสบความสำเร็จ และมั่นใจกลยุทธ์ Synergy รวมกันของบริษัทในกลุ่มเป็นแค่ช่วงเริ่มต้น การผนึกกำลังต่อเนื่องในปีนี้ (Synergy Chapter II) จะเริ่มเห็นผลชัดเจน และสามารถสร้างผลการดำเนินการให้เติบโตอย่างโดดเด่น

ในปีนี้จะเป็นอีกปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของเจมาร์ท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ผันตัวเองเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และจะยังคงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยการจัดตั้งบริษัทย่อย บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เป็นบริษัทแกนหลักในการเติบโตในธุรกิจค้าปลีก

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นเทรนด์แห่งอนาคตของอุตสาหกรรมการเงินไทย ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเสริมทัพธุรกิจค้าปลีกด้วยฟินเทค ภายใต้การบริหารของบริษัทในเครือ บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล และล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ และลงทุนในธุรกิจ Start-up ที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ ด้วยมองว่าในอนาคตรูปแบบการทำธุรกิจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีทางการเงินที่ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งกลุ่มเจมาร์ทมีฐานข้อมูลลูกค้า ลูกหนี้ และช่องทางการจำหน่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีฟินเทคเข้ามาในธุรกิจค้าปลีก จะทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ แข็งแรงขึ้น

“ในปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเจมาร์ทได้มีการผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำช่องทางค้าปลีกที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยแต่ละส่วนธุรกิจสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ การผนึกกำลังครั้งนี้จะเป็นแค่จุดเริ่มต้น และจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าปีนี้รายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ โต 30% ขณะที่ใช้งบการลงทุนรวมทั้งกลุ่มราว 7,700 ล้านบาท” นายอดิศักดิ์ กล่าว

นายดุสิต สุขุมวิทยา และนางสาวศุภมาศ ไข่แก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ได้กล่าวถึง แนวโน้มตลาดโทรศัพท์มือถือในปีนี้ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาทสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้บริโภคต้องการใช้เครื่องที่มีคุณภาพที่สูงขึ้น ราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ ได้มีการออกโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น และคาดว่าในสิ้นปีนี้ตลาดรวมมือถือจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 120,000 ล้านบาท จากปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายร้านเจมาร์ทและแบรนด์ช็อปในปีนี้เพิ่มอีก 35 สาขา จากสิ้นปี 2559 มีสาขาจำนวนทั้งสิ้น 205 สาขา รวมทั้งใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่านซิงเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่มีตัวแทนขายมากที่สุดในประเทศไทย และกระจายอยู่ทั่วประเทศ เสริมทัพธุรกิจมือถือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เจมาร์ทยังขยายไลน์ธุรกิจไปยังกล้องถ่ายรูป โดยปัจจุบันได้วางจำหน่ายกล้องถ่ายรูปไปยังหน้าร้านเจมาร์ทกว่า 50 สาขาเรียบร้อยแล้ว พร้อมวางจำหน่ายเป็น 100 สาขาในปี 2560 เพื่อเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเปิดร้าน Jaycamera ที่ชั้น 3 แฟชั่นไอซ์แลนด์ เป็นสาขาแรก หวังขยายแบรนด์ และเพื่อเป็นแหล่งรวมของคนรักกล้องในพื้นที่ดังกล่าว โดยตั้งเป้าในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 10 สาขา ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีส่วนแบ่งการตลาดที่มากขึ้น และตั้งเป้าหมายรายได้ของ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ปีนี้เติบโต 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นายปิยะ พงษ์อัชฌา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำในธุรกิจติดตามหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน JMT ซื้อหนี้เข้ามาบริหารในพอร์ตทะลุ 1 แสนล้านบาทเรียบร้อยแล้ว ในปี 2560 นี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารอย่างต่อเนื่อง จากภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี สถาบันการเงินต่างๆ ขายหนี้เสียออกมาอย่างต่อเนื่อง และหนี้ด้อยคุณภาพส่วนใหญ่ที่ซื้อมามีคุณภาพมากขึ้น จึงมั่นใจจะส่งผลดีต่อผลประกอบการบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้างบลงทุนปีนี้ 1,560 ล้านบาท สำหรับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท หรือสิ้นปี 2560 มีพอร์ตบริหารหนี้แตะ 1.4 แสนล้านบาทได้สำเร็จ ย้ำความมั่นใจผลประกอบการทั้งรายได้และกำไร จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ได้อย่างแน่นอน

นายสุพจน์ วรรณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J ผู้นำในธุรกิจด้านการบริหารจัดการพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้า และเป็นนักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึง ทิศทางธุรกิจในปี 2560 มั่นใจจะเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าศูนย์โทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ“IT JUNCTION” ที่ปัจจุบันมีอยู่ 52 สาขา และตั้งเป้าในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 8 สาขา รวมถึงธุรกิจศูนย์การค้าชุมชนภายใต้ชื่อ The Jas ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ The Jas วังหิน , The Jas รามอินทรา และความสำเร็จล่าสุดกับ Jas Urban ศรีนครินทร์ ที่เปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดผู้เช่าเต็มทั้ง 100% และจะเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาสนับสนุนรายได้ของบริษัทฯ ในปีนี้เต็มจำนวน และจากการประสบความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ ได้แตกไลน์ธุรกิจเพิ่มเติมอีก หวังต่อยอดการเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยล่าสุดเปิดตัว “TOTEM KINGDOM” สวนสนุกในร่มขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทฯ ให้เป็นอีกไฮไลท์หนึ่งที่จะสามารถดึง Traffic ของโครงการ Jas Urban ศรีนครินทร์ได้

นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อ Newera คอนโด Low Rise จำนวน 8 ชั้น ย่านถนนประดิษมนูธรรม คาดพร้อมเปิดให้จองได้ภายในกลางปีนี้ทันที หวังเพิ่มความหลากหลายให้ธุรกิจ และยังมองโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มเติมอีก โดยในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30%

นางนงลักษณ์ ลักษณะโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ผู้นำตลาดเครือข่ายขายตรงพร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” และสินค้าเชิงพาณิชย์ รวมทั้งบริการด้านสินเชื่อและเช่าซื้อสำหรับผู้บริโภค เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจปีนี้มั่นใจจะเทิร์นอะราวด์ หลังมีการผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มบริษัทเจมาร์ท และได้มีการปรับโครงสร้างภายในครั้งใหญ่ เพื่อการบริหารงานอย่างมืออาชีพ และทันสมัย หวังรุกการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายของบริษัทฯ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1 หมื่นคน กระจายอยู่ทั่วประเทศ นับเป็นจุดแข็งสำคัญในการขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ ทั้ง โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้ง ธุรกิจประเภท Car for Cash บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ มั่นใจ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของซิงเกอร์ในปีนี้อย่างชัดเจน ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่า 30%

ดีแทครุกขยาย Super 4G ต่อเนื่อง ชวนลูกค้ามาลื่นบนคลื่น 1800 MHz กว้างสุด 20 MHz ทั่วไทย


IMG_0513.JPG

ดีแทค ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลกับ Super 4G บน 1800MHz กว้างสุด 20 MHz บนคลื่นเดียว มาตรฐาน 4G ระดับโลก เพื่อทุกไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศไทย พร้อมเดินหน้ามอบประสบการณ์เต็มขั้น ตอบสนองทุกการใช้งานดิจิทัลที่ลื่นไหล รองรับเครื่อง 4G ทุกรุ่นจากทุกแบรนด์ ตอบรับเทรนด์ “Never off-line” ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทุ่มพัฒนาโครงข่ายต่อเนื่องและขยายจำนวนสถานีฐานทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เผยกระแสเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่“ลื่น…จ้ะ” มาแรงกับซุปตาร์ตัวแม่ “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ลื่นไหลกับ “ดีแทค Super 4G” ทั่วประเทศ มั่นใจเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อโครงข่ายและการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ

img_0512นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “จากปีที่ผ่านมาพบว่าพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้เปลี่ยนแปลงไป โดยพฤติกรรมการใช้งาน 4G ได้เติบโตขึ้นจากการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น การใช้ Facebook ด้วยการแชร์ข้อความและรูปภาพแบบเดิม ได้เพิ่มขึ้นด้วยการแชร์ VDO และ LIVE ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วพบว่ามีการเติบโตที่สูงขึ้นเกือบ 150% (YoY) ผลมาจากกระแสของ Facebook LIVE ในส่วนพฤติกรรมการโทรแบบเดิมผู้ใช้งานจะเพิ่มการใช้งานโทรผ่าน VoIP หรือการโทรผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นราว 200% (YoY) สำหรับการใช้งานคอนเทนท์ต่างๆ เช่น การรับชมคอนเทนท์ผ่าน YouTube ทำให้อัตราการใช้ YouTube เติบโตขึ้นเกือบเท่าตัว (YoY) นอกจากนี้ยังพบว่า ใน 6 เดือนที่ผ่าน การฟังเพลงผ่านมือถือ Music Streaming ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นกว่า 150%

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ความต้องการใช้งานที่ลื่นไหลบนแอปพลิเคชันต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยปีที่ผ่านมาดีแทคได้ขยายจำนวนสถานีฐาน Super 4G เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศไปแล้วมากกว่า 15,000 สถานี หรือมากกว่า 240% (YoY) ซึ่งเป็นการขยายที่มากและรวดเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มสัญญาณภายในอาคาร 200 แห่งในปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ยังเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงข่าย Super 4G อย่างต่อเนื่องทุกอำเภอทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอีก 25% และตั้งเป้าขยายโครงข่ายภายในอาคารอีกกว่ารวม 1,000 แห่งภายในปี พ.ศ. 2563 ตอกย้ำผู้ให้บริการ Super 4G ที่มีความลื่นไหลมากที่สุดบนคลื่น 1800 MHz ที่กว้างที่สุดถึง 20 MHz ใช้ได้แล้วทุกอำเภอทั่วไทย 77 จังหวัด

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอบรับ Mobility life ของผู้บริโภค ดีแทคจึงมุ่งมั่นพัฒนาสัญญาณ Super 4G อย่างต่อเนื่อง และนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ที่ผ่านมาดีแทคได้เปิดให้บริการ WiFi Calling เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อตอบสนอง Mobility life ที่ไร้ขีดจำกัดของพรหมแดน โดยเปลี่ยนสัญญาณ wifi ทั่วโลกให้เป็นสัญญาณ dtac ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้รับประสบการณ์โทรกลับบ้านได้ชัดใสและคิดค่าบริการเหมือนโทรอยู่เมืองไทย”

นอกจากปัจจัยความเร็วและแรงที่นับเป็นพื้นฐานของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ทุกแบรนด์ ดีแทคยังพัฒนาด้านคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการแบบ “Never off-line” ของผู้บริโภคให้ได้รับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าอย่างเข้าใจและมีความลื่นไหลในการใช้งานสูงสุด ที่ผ่านมาโดยได้ร่วมมือกับอีริคสัน และเฟซบุ๊ก ยกระดับคุณภาพแอปพลิเคชันด้วยการทำ Application optimization เพื่อเจาะลึกถึงคุณภาพของการใช้งานจริงในสถานการณ์ต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้งาน

โครงการดังกล่าวได้ทำการวัดค่าต่างๆ จากผู้ใช้งานเฟซบุ๊กบนโครงข่ายดีแทคเพื่อทดสอบผ่านอุปกรณ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการใช้งานสูง และมีจำนวนคนใช้งานหนาแน่น เพื่อนำผลมาปรับเพิ่มประสิทธิภาพประสบการณ์ใช้งานในทุกสถานการณ์ของผู้ใช้งานดีแทค โดยรวมผลลัพธ์ที่ได้ในการยกระดับคุณภาพแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ผู้ใช้งานของดีแทคมีประสบการณ์ที่ดีเพิ่มขึ้น 60%

• ดีขึ้น 13-34% ในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด ช่วงระหว่าง 19.00-21.00 น.
• ดีขึ้น 54% ในการเปิดแอปใช้งานและเข้าถึงข้อมูล (time-to-content)
• ดีขึ้น 63% ในการแชร์ภาพ
• ดีขึ้นถึง 60% ในช่วงเวลาอัปโหลดและดาวน์โหลดภาพ

โลจิเทค เปิดตัวชุดคีย์บอร์ดไร้สายพร้อมขาตั้ง “โลจิเทค เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์”คู่หูคู่โต๊ะสำหรับทุกอุปกรณ์


img_0511

โลจิเทค (SIX: LOGN) (NASDAQ: LOGI) เปิดตัวชุดคีย์บอร์ดไร้สายพร้อมขาตั้ง “เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์” (Logitech® K375s Multi-Device Wireless Keyboard and Stand Combo) คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ขนาดมาตรฐานพร้อมขาตั้งอเนกประสงค์ทำจากวัสดุยางสำหรับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต และเพียงการสัมผัสปุ่มคีย์บอร์ด คุณก็สามารถพิมพ์หรือสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ บนโต๊ะทำงานได้ถึง 3 คู่

ทวีตที่นี่ : เนรมิตการทำงานจากทุกหน้าจอ พบกับชุดคีย์บอร์ดไร้สายพร้อมขาตั้ง “เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์”

“เรามุ่งหวังให้การพิมพ์งานบนโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตของคุณทำได้รวดเร็วและง่ายดายเช่นเดียวกับการพิมพ์งานด้วยคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือแล็ปท็อป” นางสาวศิราณี วุฒิภดาดร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โลจิเทค กล่าว “คีย์บอร์ด เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์ ของโลจิเทค จะทำให้คุณสามารถพิมพ์งานได้อย่างสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์ทุกตัวที่มีอยู่บนโต๊ะทำงาน ขณะที่การใช้งานขาตั้งอเนกประสงค์ที่แสนสะดวก จะช่วยให้คุณจัดวางอุปกรณ์โมบายด์ในมุมที่ถูกต้องและเอื้อมหยิบได้ง่ายได้เมื่อต้องการใช้งาน”

คีย์บอร์ด เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์ ช่วยให้การสลับการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างง่ายดายเพียงแค่กดปุ่ม สามารถเริ่มต้นการพิมพ์งานคอมพิวเตอร์และเสร็จสิ้นการส่งข้อความผ่านอีเมล์จากเครื่องแท็บเล็ต หรือเขียนข้อความบนโทรศัพท์ด้วยปุ่มเพียงปุมเดียว การออกแบบคีย์บอร์ดที่เป็นมาตรฐานและปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานพิเศษซึ่งให้ประสบการณ์การพิมพ์งานที่สะดวกสบายและไร้เสียงรบกวนภายใต้การออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งาน

ขาตั้งอเนกประสงค์แยกต่างหากซึ่งมีฐานทำจากวัสดุยางอ่อนนุ่มและช่องเสียบอุปกรณ์ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้สามารถยึดตัวอุปกรณ์โมบายไว้ในมุมที่เหมาะสมสำหรับการอ่านและพิมพ์ คีย์บอร์ดถูกออกแบบให้รับกับระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ทำให้ไม่ว่าจะใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดว์สำหรับพีซี แอนดรอยด์ หรือไอโฟน คุณก็จะคุ้นเคยกับปุ่มการใช้งานบนคีย์บอร์ดที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี

นอกจากความแข็งแรงทนทานแล้ว คีย์บอร์ดยังมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานถึงสองปี การเข้ารหัสเพื่อเชื่อมต่อการทำงานแบบไร้สายระหว่างคีย์บอร์ดและคอมพิวเตอร์ในระยะที่ไกลถึง 33 ฟุต พร้อมอีกสองทางเลือกในการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ด้วย “โลจิเทค ยูนิฟายด์อิ้ง ตัวรับส่งสัญญาณขนาดเล็กซึ่งรองรับการเชื่อมต่อกับยูเอสบีและเทคโนโลยีบลูทูธ (Logitech Unifying™ USB receiver and Bluetooth® Smart technology) เพื่อมอบทางเลือกในการแสวงหาหนทางที่ดีที่สุดในการทำงานที่หลากหลายโดยใช้คีย์บอร์ดเพียงตัวเดียว

คีย์บอร์ดไร้สาย เค 375 เอส มัลติ-ดีไวซ์ พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Logitech.com ในราคาขายปลีกที่ 1,099 บาท

รับวันเด็กกับ Line Sticker ย้อนวัยสมัยคอซอง จากการ์ตูนสุดฮิตในโลกออนไลน์ ‘เมจิคัลเกิน นันทพร’


IMG_0510.JPG

จากการ์ตูนสุดฮาจากโลกออนไลน์ที่มีผู้อ่านติดตามกว่าแสนคน และรวมเล่มตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แซลมอน ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘นันทพร’ เด็กสาววัยมัธยมปลายสุดจืดผู้มีความฝันอยากมีพลังวิเศษและได้อยู่ในโลกเวทมนตร์แฟนตาซีสุดมุ้งมิ้ง จนเมื่อได้พบกับ ‘คาปิบาบาร่า’ เจ้าหญิงจากต่างดาวที่หน้าตาเหมือนฮิปโปยักษ์ ชีวิตสุดแสนธรรมดาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เธอกลายเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ที่ต้องปกปักษ์พิทักษ์โลกจากจอมมาร ด้วยความสามารถและอาวุธที่มีเพียงน้อยนิด (กับชุดคอสตูมต้นทุนต่ำ)

ครั้งนี้พวกเขากลับมาร่ายเวทมนตร์ความสนุกในรูปแบบสติกเกอร์ไลน์ผ่านลายเส้นสุดกวนที่เข้ากับวัยขาสั้นคอซองมาต้อนรับวันเด็ก โดยชยานันท์ พรรคพล หรือโต๋มะ เจ้าของลายเส้นบอกว่าแอคต่างๆ ของสติกเกอร์ชุด ‘Unmagical girl Nantapon’ นี้เอาโมเม้นท์น่าจดจำจากหลายๆ ตอนของนันทพรฉบับการ์ตูนมาทำ เพราะอารมณ์ชัด และหวังว่าใช้แล้วจะทำให้คิดถึงเนื้อเรื่องที่ถูกหยิบมาใช้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน (หรือไม่รู้จักก็ได้จ้า) การ์ตูนเรื่องนี้ ก็คิดว่าน่าจะชอบ ด้วยคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนเด็กสาวมัธยมไทยมาแทคทีมเป็นคู่หูกับมนุษย์ต่างดาวหน้าเหมือนฮิปโปก็แปลกแหวกแนวแล้ว ยังมีคำพูดประจำตัวกับสีหน้าสุดฮาของตัวละครสุดเกรียนเข้าไปอีก เลยอยากจะฝากสติกเกอร์นันทพรและผองเพื่อนชุดนี้ให้ไปป่วนห้องแชทกัน

สามารถดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ชุด ‘Unmagical girl Nantapon’ ไว้ย้อนวัยสมัยมัธยมต้อนรับวันเด็กกันยกก๊วนได้ทาง LINE sticker หรือ https://store.line.me/stickershop/product/1366024 ในราคา 50 เหรียญ (30 บาท) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เอไอเอส ประกาศความสำเร็จ ครั้งแรกของโลก พัฒนาและทดสอบ เทคโนโลยี 4G Massive MIMO 32T 32R ในระบบ FDD


IMG_0509.JPG
เอไอเอสประกาศความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี Massive MIMO 32T 32 R ในระบบ FDD เป็นครั้งแรกของโลก ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ บริษัทหัวเว่ย เพื่อเตรียมความพร้อมด้านนวัตกรรมเครือข่ายให้ประเทศไทย ก้าวสู่เทคโนโลยี 5G ในอนาคต โดย Massive MIMO 32T 32R ถือเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่ล้ำยุค และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการขยายขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน (Capacity) ให้เพิ่มขึ้นจากระบบเดิมอีก 5 – 8 เท่า (ขึ้นอยู่กับโทรศัพท์มือถือที่ผู้ใช้บริการใช้งานอยู่) ช่วยเพิ่มประสบการณ์การสื่อสารที่เปี่ยมด้วยคุณภาพให้กับผู้ใช้บริการและคนไทย

Massive MIMO 32T32R เป็นการต่อยอดนวัตกรรมจาก 4.5G ที่ก่อนหน้านี้ เอไอเอสและหัวเว่ยได้ร่วมพัฒนาและเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายไปอีกขั้น ซึ่งจากการพัฒนา ทั้ง multi user MIMO technique หรือ MUMIMO.และ 3D beam forming ใน Massive MIMO 32T 32R นี้ มาจากผลการทดสอบภายใต้สภาวะแวดล้อมเสมือนจริงของรูปแบบการใช้งาน Data ในปริมาณสูงหลากหลายรูปแบบ เพื่อยืนยันว่า เทคนิคนี้สามารถ เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานของลูกค้าถึง 5 – 8 เท่า ด้วยความเร็วสูงสุดเช่นเดิม จากความถี่ปริมาณปัจจุบัน

โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา เอไอเอสมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทความพยายามในงานวิจัยและพัฒนา เพื่อคิดค้นและสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอคุณภาพการบริการที่ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ ภาพรวมตลาดผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในเมืองไทยแห่งยุค 4G มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้ และปริมาณการใช้งาน ที่ต้องการความเร็วสูงขึ้น เช่น HD วิดีโอ และเกมส์ออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ

นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า “เครือข่ายที่ดีที่สุดจากเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เป็นสิ่งที่เอไอเอสยึดถือเป็นเป้าหมายและพันธกิจในการพัฒนาคุณภาพเครือข่ายมาโดยตลอด นับตั้งแต่วันแรกของการให้บริการ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าและประชาชนในทุกภาคส่วน ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยที่ผ่านมา เอไอเอสได้ร่วมมือกับบริษัทหัวเว่ยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านเครือข่ายผ่านศูนย์นวัตกรรมความร่วมมือ Joint Innovation Center หรือ JIC ระหว่างเอไอเอสและหัวเว่ย ที่ได้ร่วมคิดค้น วิจัยและพัฒนาเรื่องนวัตกรรมเครือข่ายร่วมกันมาโดยตลอด ดังเช่น ที่ผ่านมากับการเปิดให้บริการ 4.5 G เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของโลก เมื่อเดือนมี.ค. 2559 สำหรับความร่วมมือครั้งล่าสุด ในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี Massive MIMO มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมการด้านเครือข่ายให้พร้อมต่อการรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น ซึ่งเอไอเอสมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่เป็นโอเปอเรเตอร์ไทยรายแรกของโลก ในการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีระดับโลกนี้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผล และในอนาคต เมื่อระบบ 5G เข้ามาในประเทศไทย ลูกค้าเอไอเอสเชื่อมั่นได้เลยว่า ท่านจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากเราอย่างแน่นอน” นายฮุยกล่าว

“ดีแทค” ลุยลดภัยอาชญากรรมออนไลน์ต่อเด็กดันสื่อการ์ตูน “ผู้พิทักษ์ออนไลน์” ฉลองวันเด็ก


IMG_0507.JPG
“ดีแทค” ตอกย้ำภัยอาชญากรรมอินเทอร์เน็ตต่อเด็ก เดินหน้าโครงการ Safe Internet อินเทอร์เน็ตปลอดภัย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านสื่อการเรียนรู้ “ผู้พิทักษ์โลกออนไลน์” หวังลดอัตราการเกิดอาชญากรรมต่อเด็กบนโลกออนไลน์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ
นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาสุโส สายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า ในปี 2560 นี้ ถือเป็นอีกปีที่ ดีแทค จะเดินหน้าโครงการ Safe Internet หรือ อินเทอร์เน็ตปลอดภัย อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อลดภัยอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกิดขึ้นต่อเด็กจากการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ถูกวิธี โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของพ่อแม่ในการให้ความรู้ต่อบุตรหลานในการให้ความรู้ความเข้าใจ
โดยข้อมูลจากการสำรวจการใช้งานอินเทอร์เน็ตของสำนักงานพัฒนาการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ระบุว่า เด็กกลุ่ม Gen Z (อายุ 7-21 ปี) เป็นกลุ่มที่มีการใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตจำนวน 41.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เป็นอันดับ 3 รองจากกลุ่ม Gen X และ Gen Y โดยเด็กกลุ่ม Gen Z ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลและท่องสังคมออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงในการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและถูกหลอกลวงจากคนแปลกหน้า
ทั้งนี้ สอดล้องกับสถิติของศูนย์ข้อมูลคนหายของมูลนิธิกระจกเงา โดยระบุว่าในปี 2559 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สูญหายทั้งหมด 1,287 คน ในจำนวนนี้ กลุ่มเด็กอายุ 11-15 ปี มีจำนวนผู้สูญหายถึง 256 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ซึ่งแนวโน้มการเติบโตสอดคล้องกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กกลุ่ม Gen Z ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตที่มีทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และภัยคุกคามต่อตัวผู้ใช้เอง
ด้วยเหตุนี้ ดีแทค ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลเซอร์วิส เล็งเห็นถึงความสำคัญในการให้ความรู้ต่อกลุ่มเด็ก ตลอดจนผู้ปกครองในการเสพสื่ออินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้องและปลอดภัย จึงได้ผลิตสื่อการ์ตูนสำหรับเด็ก ชุด “ผู้พิทักษ์โลกออนไลน์ d-Hero The Online Guardian” เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องและเสริมสร้างเกราะป้องกันในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต
โดยบอกเล่าเรื่องราวผ่าน D-Hero แมสคอทตัวแทนของดีแทค ผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ ความยาวประมาณ 2 นาที โดยแบ่งเป็น 10 ตอน ตามสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นกับเด็กในขณะเล่นอินเทอร์เน็ต ได้แก่ การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้และแบ่งบันสิ่งดีๆ ต่อคนรอบข้าง การใช้ซอฟท์แวร์ที่ถูกกฎหมาย อย่าหลงเชื่อโฆษณาเกินจริง การไม่ใช้ข้อความยั่วยุหรือหยาบคาย อย่านัดเพื่อนทางออนไลน์ หากคัดลอกภาพและข้อความต้องบอกที่มา รหัสผ่านของเราคือความลับ การไม่ใช้ข้อความยั่วยุหรือหยาบคาย อย่าโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างพอดี ไม่เปิดเผยข้อมูลตนเอง
ทั้งนี้ สื่อการเรียนรู้ดังกล่าว สามารถรับชมผ่านยูทูปได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Av4JZgq-TAk&list=PL06oaDiAkXyieRMjxlOtkcZrKQ5W9ouN1
นางอรอุมา กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากโครงการ Safe Internet ประสบความสำเร็จในปีที่แล้วด้วยการเดินสายโร้ดว์ให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายเด็กกว่า 100 โรงเรียน ในปีนี้ โครงการจะเพิ่มความเข้มขึ้นในการให้ความรู้และขยายผลสู่วงกว้างแก่เด็กทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น