ซัมซุงพลิกโฉมการบันทึกและแชร์ภาพและวิดีโอช่วงเวลาน่าจดจำด้วย เกียร์ 360


Samsung Gear 360,ซัมซุง ประกาศเปิดตัว ”เกียร์ 360 (Gear 360)” กล้อง 360 ที่จะมาทำให้การสร้าง รับชมหรือแชร์ประสบการณ์ที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะในรูปแบบภาพนิ่งหรือวิดีโอได้อย่างง่ายดาย เพราะได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในทุกโอกาส ไม่ว่าจะสำหรับการเดินทาง การฉลองสังสรรค์หรือกิจกรรมใดๆ   ก็ตามสอดคล้องตามแนวคิดสร้างสรรค์ประสบการณ์รอบด้าน เกียร์ 360 ผนวกจุดเด่นสำคัญของซัมซุง กาแลคซี่ ทุกประการ จึงมั่นใจได้ว่าไม่ว่าใครก็สามารถผลิตเนื้อหาภาพเรียลลิตี้ได้ด้วยตัวเองตามต้องการ

“ซัมซุงยังคงเดินหน้าขยายพรมแดนของอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สมาร์ทโฟนเท่านั้น” นายดีเจ โก๊ะ ประธาน ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว “หลังจากเปิดตัวเกียร์ วีอาร์ เมื่อปีทีแล้ว ในปีนี้ เกียร์ 360 เดินหน้าทลายข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างเต็มที่เพื่อมุ่งหน้าสู่การสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบเต็มอิ่ม เน้นให้การบันทึกภาพหรือแชร์ช่วงเวลาต่าง ๆ ในชีวิตเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น”

กะทัดรัด ประสิทธิภาพสูง เหมาะกับทุกโอกาส

เกียร์ 360 มาพร้อมเลนส์ฟิชอายคู่ แต่ละเลนส์มีความละเอียดระดับ 15 ล้านพิกเซล พร้อมสร้างสรรค์ภาพวิดีโอความละเอียดสูง (3840×1920) แบบ 360 องศา ในขณะที่ภาพนิ่งมีความละเอียดสูงถึง 30 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกถ่ายภาพวิดีโอแบบ 180 องศาหรือภาพนิ่งด้วยเลนส์เพียงข้างเดียวได้ตามแต่ใจชอบ             ยิ่งไปกว่านั้น ยังโดดเด่นด้วย Bright Lens F2.0 ที่ช่วยรับประกันว่าภาพจะยังมีความละเอียดสูงแม้ในสภาพ           แสงน้อย รวมถึงรองรับการถ่ายภาพวิดีโอพาโนรามิกเต็มรูปแบบ

กล้องรุ่นนี้มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด ทรงกลม พกพาสะดวก เหมาะกับการใช้งานทั้งระหว่างเดินทางหรือกิจกรรมในตัวอาคาร มีขาตั้งแบบ 3 ขา และยังใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมหรือขาตั้งแบบอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย

เมื่อนำ เกียร์ 360 มาเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่ จะสามารถชมภาพที่กำลังบันทึกได้แบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น จะมีฟังก์ชั่นนำเสนอภาพที่บันทึกไว้ให้ผู้ใช้งานดูแบบอัตโนมัติเพื่อให้ตัดสินใจว่าจะบันทึกบนสมาร์ทโฟนหรือจะอัพโหลดแล้วแชร์บนช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ Facebook, YouTube หรือ Google Street View ที่สำคัญ ผู้ใช้สามารถเลือกชมภาพแบบ 360 องศาที่บันทึกมาเองผ่านเกียร์ วีอาร์ได้ด้วย เพียงแค่ดาวโหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่ Galaxy Apps หรือ Google Play หรือแม้แต่จะเลือกใช้ซอฟท์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อภาพขั้นสูงร่วมด้วยก็ได้

เกียร์ 360 สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนของซัมซุงได้หลายรุ่น อาทิ กาแลคซี่ เอส 7, กาแลคซี่ เอส 7 เอจด์, กาแลคซี่ เอส 6 เอจด์ พลัส, กาแลคซี่ โน้ต 5, กาแลคซี่ เอส 6 เอจด์ และ กาแลคซี่ เอส 6

เกียร์ 360 จะเริ่มวางขายบางประเทศตั้งแต่ช่วงไตรมาสสองของปี 2559 เป็นต้นไป

ซัมซุงเผยโฉมสมาร์ทโฟนแห่งยุคหน้า “ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์”


s7

ซัมซุง ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน “กาแลคซี่ เอส 7 และ  กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ (Galaxy S7 and Galaxy S7 edge)” แฟล็กชิปล่าสุดจากตระกูลกาแลคซี่เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันแบบเต็มพิกัด สมาร์ทโฟนสองรุ่นล่าสุดนี้ก้าวล้ำนำตลาด ดีไซน์    สุดพิถีพิถัน กล้องคุณภาพระดับเยี่ยม ระบบการใช้งานซอฟท์แวร์ลดขั้นตอนลงและที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ บริการและประสบการณ์ของกาแลคซี่ได้อย่างเหนือชั้นยิ่งขึ้น

มร. ดีเจ โก๊ะ ประธาน ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว                    “เราเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์โลกที่สดใสขึ้น แจ่มชัดขึ้น สะดวกสบายขึ้นและสนุกสนานขึ้น โดยเราตั้งใจที่จะส่งมอบโลกดังกล่าวให้แก่ผู้บริโภคผ่าน กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ เพราะสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนี้ครบเครื่องทั้งด้านดีไซน์ คุณสมบัติการใช้งานและการเชื่อมต่อประสบการณ์ใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้จุดสะดุด”

“เรานำเสนอเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้สนุกกับชีวิตมากขึ้น และเราจะขยายขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ให้กว้างไกลยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

กล้องระบบพิกเซลคู่รุ่นแรกของสมาร์ทโฟนเผยโฉมแล้วผ่าน กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์         ทุกภาพที่ถ่ายจึงสว่างขึ้น คมชัดขึ้นแม้ในยามแสงน้อย ด้วยเทคโนโลยีระดับปฏิวัติวงการอย่างดูอัล พิกเซล (Dual Pixel) หรือพิกเซลคู่ พร้อมด้วยเลนส์ที่ให้ความสว่างมากขึ้นจากรูรับแสงที่กว้างขึ้นตลอดจนขนาดพิกเซลที่ใหญ่ขึ้น กล้องสุดพิเศษนี้จึงมีชัตเตอร์ที่ไวกว่าและระบบหาโฟกัสภาพอัตโนมัติที่แม่นยำมากยิ่งขึ้นแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมแสงน้อยก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น กล้องยังมีฟังก์ชั่นโมชั่น พาโนรามา (Motion Panorama) ที่ช่วยจับภาพเคลื่อนไหว           มาเรียงเป็นภาพนิ่งแบบพาโนรามาได้อย่างสวยงาม ส่งเสริมประสบการณ์การถ่ายภาพแบบดื่มด่ำเต็มอิ่ม

กาแลคซี่ เอส 7 มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.1 นิ้ว ส่วน กาแลคซี่ เอส 7 เอจด์ มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ทั้งคู่ทำจากกระจก 3D และโลหะ ทนทาน ดีไซน์สุดประณีต ทุกโค้งมนสอดคล้องตามหลักการยศาสตร์ จึงจับถือได้สะดวก ที่สำคัญ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังมีฟังก์ชั่นใหม่แกะกล่องอย่าง Always-On Display เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องแตะสัมผัสเพื่อเช็คหน้าจอ หมดความกังวลว่าอาจจะพลาดการรับสายหรือข้อความสำคัญไป

นอกจากดีไซน์ที่สวยงามแล้ว กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ ยังโดดเด่นเรื่องคุณภาพด้วย ทั้งสองรุ่นมี IP68 กันน้ำกันฝุ่น พร้อมด้วย Edge UX หรือระบบส่งเสริมการใช้งานขอบจอค้างที่ก้าวล้ำที่สุดสำหรับผู้ครอบครอง กาแลคซี่ เอส 7 เอจด์ ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับทั้งความสะดวกและประสิทธิภาพที่มากกว่าที่เคย โดย Edge UX ให้ผู้บริโภคสร้างเมนูลัดได้อย่างง่ายดาย เมื่อมีเมนูเหล่านี้ จะใช้ฟังก์ชั่นโปรดใด ๆ ก็แสนสะดวก เลือกได้เต็มที่ว่าจะใส่ฟังก์ชั่นไหนมาเข้าสู่เมนูลัด ไม่ว่าจะเป็น อีเมล ถ่ายเซลฟี่ ถ่ายพาโนรามาหรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ เป็นต้น

กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไฟได้ไวทั้งแบบไร้สายและมีสาย ที่สำคัญยังมีช่องใส่ microSD card ขนาดความจุสูงสุด 200GB ในกรณีผู้บริโภคต้องการเพิ่มความจุให้อุปกรณ์ในบางประเทศ ช่องดังกล่าวอาจสามารถใช้ใส่ซิมเพิ่มเป็นซิมคู่ได้ด้วย

นอกจากนี้แล้ว ซัมซุงได้อัพเดทฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการรองรับการเล่นเกมของ กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ จะเห็นได้จากที่สมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นมีหน่วยประมวลผลที่ทรงพลังแบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้นพร้อมกับระบบระบายความร้อนในตัวเครื่องเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เล่นเกมได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องแบตหรือเครื่องร้อนเกินไป สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังมีฟังก์ชั่นใหม่เด็ดอย่าง Game Launcher ที่เปิดทางให้บริหารการใช้งานแบตเตอรี่และลดข้อความแจ้งเตือนต่างๆ และสามารถสั่งบันทึกการเล่นเกมหรือแชร์ประสบการณ์การเล่นเกมกับคนอื่นได้ด้วย เนื่องจากมี Vulkan API ช่วยเสริมประสาน ทั้ง กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ สามารถรองรับเกมที่มีกราฟฟิกเยอะได้ดีโดยที่ใช้แบตเตอรี่น้อยลง

ซัมซุงเดินหน้าขยายพรมแดนของฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์และบริการต่าง ๆ อย่างเต็มที่เพื่อส่งมอบดีไวซ์ที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อ แชร์ จัดระเบียบและสนุกกับชีวิตได้มากขึ้น เพราะซัมซุงก้าวล้ำเหนือเทคโนโลยียุคปัจจุบัน จึงสามารถเปิดมิติใหม่แห่งประสบการณ์การใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อกันแบบไร้จุดสะดุดได้สำเร็จ สร้างนิยามใหม่ให้แก่คำว่าสิ่งที่เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบัน การเชื่อมต่อระหว่าง กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ และเกียร์ เอส 2 คลาสสิค สำหรับการตรวจสอบความแข็งแรงของร่างกาย หรือ เกียร์ วีอาร์ สำหรับท่องโลกเสมือนจริงไร้ที่ติ เรียกได้ว่าซัมซุงได้ปฏิวัติหลากหลายวงการไปแล้วผ่านการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้

นอกเหนือจากการใช้งานโทรศัพท์ทั่วไป ผู้บริโภคยังสามารถใช้ กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์ เป็นช่องทางเข้าถึงบริการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Samsung Pay ด้วย ระบบนี้ทั้งปลอดภัย    ใช้งานง่ายและได้รับการยอมรับเกือบจะทุกแห่ง โดย Samsung Pay ใช้ Samsung KNOX ในการรักษาความปลอดภัย ผนวกรวมทั้งเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ ระบบสร้างเครื่องหมายแทนที่ข้อมูลลับขั้นก้าวหน้า เทคโนโลยีการสื่อสารระยะใกล้ (Near Field Communication – NFC) เทคโนโลยีการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กเพื่อความปลอดภัย (Magnetic Secure Transmission) และเทคโนโลยีบาร์โค้ด ทั้งนี้ Samsung Pay กำลังเปิดทางให้ผู้ค้าและผู้บริโภคได้มีโอกาสใช้งานระบบชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มากยิ่งกว่าที่เคย

กาแลคซี่ เอส 7 และ กาแลคซี่ เอส 7 เอดจ์  จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2559 เป็นต้นไป

“เอไอเอส” จับมือ “Bridge Alliance” ประกาศความเป็นพันธมิตรกับ “GMA” เปิดแสดงนวัตกรรมใหม่


imageเอไอเอสตอกย้ำผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศ เดินหน้ายกระดับการบริการสู่ตลาดโลก ด้วยการร่วมมือกับ Bridge Alliance เครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งเอไอเอสเป็นสมาชิกอยู่ ประกาศความร่วมมือกับ Global M2M Association (GMA) เครือข่ายพันธมิตรกลุ่มเครือข่ายโทรศัพพ์มือถือผู้ให้บริการ M2M (Machine to Machine) และ IoT (Internet of Things) ชั้นนำระดับโลกในยุโรปและอเมริกาเหนือรวมถึงแอฟริกาและเอเซีย ซึ่งมีโอเปอร์เรเตอร์ชั้นนำรวมกว่า 77 ประเทศทั่วโลก ผนึกกำลังกันพัฒนาแพลทฟอร์ม Multi-Domestic Service รวมถึง Embedded SIM ที่เป็นมาตรฐานสากลในการบริหารจัดการซิมการ์ดข้ามเครือข่ายระหว่างประเทศด้วยระบบเดียวกันที่ใช้งานได้ถึง 77 ประเทศรวมกัน ได้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีครั้งสำคัญระดับโลก อันจะพลิกโฉมรูปแบบและกระบวนการพัฒนาธุรกิจการให้บริการ M2M และ IoT ของโลกไปจากเดิม โดยเป็นการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อขยายขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ทลายข้อจำกัดเดิม มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รองรับการขยายตัวของธุรกิจ M2M และ IoT ได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น  โดยความร่วมมือดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์, บริษัทองค์กร, โอเปอร์เรเตอร์ รวมถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง สามารถพัฒนาระบบ เพื่อให้บริการ M2M และ IoT ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงลดต้นทุนในการให้บริการอีกด้วย อันจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ให้กับธุรกิจระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ธุรกิจค้าปลีก, ธุรกิจการแพทย์, ธุรกิจเครื่องไฟฟ้าภายในบ้าน, ธุรกิจขนส่ง, ธุรกิจยานยนต์, ธุรกิจพลังงาน ฯลฯ ทั้งนี้ จะมีการแสดงการทดสอบให้บริการดังกล่าวในงาน Mobile World Congress 2016 ที่บาร์เซโลน่าในระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

โดยนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสในฐานะของผู้นำการให้บริการเครือข่ายและดิจิทัลของประเทศ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระดับโลกในครั้งนี้  ช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่ตลาดโลก ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มบริการ Multi-Domestic Service รวมถึง eUICC SIM/ Embedded SIM ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทีมีขีดความสามาถและความปลอดภัยสูงระดับมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถร่วมทำธุรกิจ ระหว่างประเทศและแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างทัดเทียมในตลาด M2M และ IoT เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ ทำให้ Ecosystem ของการให้บริการ M2M และ IoT ของเอไอเอสแข็งแกร่งขึ้นด้วย ส่งผลให้สามารถนำเสนอบริการที่ดีกว่า และคุ้มค่ามากยิ่งกว่าให้กับลูกค้าของเรา ที่มีธุรกิจและการดำเนินงานในหลายประเทศ ให้สามาถบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์หรือสินค้าที่ต้องการการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต”

ทรูมูฟ เอช เดินหน้าชวนย้ายค่ายผ่าน 7-ELEVEN หลังบอร์ด กทค.ให้สามารถดำเนินการได้


image

บริษัท เรียล มูฟ จำกัด (ทรูมูฟ เอช) เดินหน้าอำนวยความสะดวกผู้บริโภค ที่ขอใช้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ย้ายค่ายเบอร์เดิม) ที่ 7-ELEVEN ด้วยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และขั้นตอนของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNP) รวมทั้งที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559

ได้พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ 7-ELEVEN มิได้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังที่ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) และแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN)      ได้กล่าวอ้างและได้ยื่นหนังสือขอให้ กสทช. ตรวจสอบ โดยการโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นไปตาม พรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอีกด้วย

ดร.กิตติณัฐ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ธุรกิจโมบายล์ และผู้อำนวยการบริหารธุรกิจรีเทล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)  เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์.2559 เห็นว่าการดำเนินการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ย้ายค่ายเบอร์เดิม) ของทรูมูฟ เอช ที่ 7-ELEVEN สามารถดำเนินการได้ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับความตั้งใจของทรูมูฟ เอช ที่ให้ความสำคัญเรื่องการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง โดยบริษัทยินดีที่จะปรับเพิ่มขั้นตอนการให้บริการโอนย้ายที่ 7-ELEVEN ตามที่ กสทช. ให้คำแนะนำเพิ่มเติมทันที คือจะปรับข้อความในสลิปที่มอบให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐานจากคำว่าใบเสร็จรับเงิน เป็น ใบคำขอโอนย้าย เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งจะจัดส่งสำเนาสัญญาให้ผู้ใช้บริการเมื่อโอนย้ายสำเร็จด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่บริษัทฯ ได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถโอนย้ายได้ที่ 7-ELEVEN ดังกล่าว พบว่า มีลูกค้าจากผู้ประกอบการรายอื่น ประสงค์ขอทำการย้ายค่ายเบอร์เดิมมาที่ทรูมูฟ เอช เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการโอนย้ายมากกว่าแสนราย ซึ่งความเห็น ของ กสทช เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา ก็ได้ชี้แจงชัดเจนแล้วว่าผู้ให้บริการต้นทางจะต้องดำเนินการโอนย้ายภายใน 3 วัน ซึ่งการปฎิเสธการโอนย้ายเลขหมายของผู้ให้บริการรายเดิมจะสามารถทำได้เฉพาะในกรณีที่กำหนดไว้ในประกาศ กสทช.เกี่ยวกับการโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น ทรูมูฟ เอช จึงมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การขอใช้บริการโอนย้ายค่ายเบอร์เดิมของผู้บริโภคจำนวนมากจะได้รับความสะดวกมากขึ้นโดยเร็ว

แคนนอน ส่งกล้องดิจิตอล Canon IXUS ซีรีส์ใหม่ลงตลาด 3 รุ่น


canon

แคนนอน เปิดตัวกล้องดิจิตอลตระกูล IXUS ใหม่ 3 รุ่น IXUS 285 HS IXUS 180 และ IXUS 175 โดยกล้องดิจิตอล Canon IXUS 285 HS และ IXUS 180 มี Wi-Fi และ NFC ในตัว จึงอัพโหลดภาพจากกล้องไปยังเว็บโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook หรือ YouTube ได้ทันที* (โดยตั้งค่ากล้องที่ระบบคลาวด์ Canon iMAGE GATEWAY (CiG)ก่อนใช้งาน) หรือเปิดใช้ WiFi ที่ตัวกล้องเพื่อแชร์ภาพจากกล้องไปยังสมาร์ทโฟน แทปเลต หรือกล้องดิจิตอลแคนนอนของเพื่อนก็ได้ สำหรับรุ่นเล็ก IXUS 175 แม้ไม่มี WiFi ในตัว แต่สามารถใช้กับอุปกรณ์เสริม FlashAir และ Eye-Fi เพิ่มความสะดวกในการอัพโหลดไฟล์ภาพและวิดีโอไปยังสมาร์ทโฟนได้ อย่างง่ายดาย

Canon IXUS รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่น ยังมาพร้อมฟีเจอร์สถ่ายภาพนิ่ง และวีดีโอคุณภาพสูง ช่วยให้การถ่ายรูปสวยชัดเป๊ะ เป็นเรื่องง่าย เก็บรายละเอียดคมชัดด้วยชิปประมวลผลภาพ Digic 4+ ความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ซูมกำลังขยายมากถึง 12 เท่า (25-300 มม.) สำหรับ IXUS 285HS และซูม 10 เท่า (24-240 มม.) สำหรับ IXUS 180 และซูม 8 เท่า(28-224 มม.) สำหรับรุ่น IXUS 175 และระบบซูมอัจริยะ Auto Zoom ปรับระยะซูมอัตโนมัติไม่ให้บุคคลในภาพหลุดจากกรอบ อีกทั้งยังสามารถบันทึกวีดีโอได้คมชัดระดับ Full HD พร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะ Story highlight mode ที่ช่วยจัดเรียงรูปภาพหรือวิดีโอให้เป็นคลิปวีดีโอที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเพิ่มเอฟเฟ็กต์และเพลงประกอบได้อีกด้วย

สำหรับราคาจำหน่าย   Canon IXUS 285 HS ราคา 7,870 บาท / Canon IXUS 180 ราคา 5,350 บาท และ Canon IXUS 175 ราคา 3,140 บาท

JobsDB เผย 4 แนวโน้มที่มีผลต่อการจ้างงาน ที่มาแรงที่สุดในปัจจุบัน


jobบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยแนวคิด “หลัก 4Ms ของการจ้างงาน: สร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาดของการเฟ้นหาบุคลากรแนะองค์กรควรเลือกใช้โซลูชั่นที่เหมาะสมเพื่อช่วยสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมจัดงานสัมมนาระดับองค์กรประจำปี 2559 ยุคใหม่ของการค้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรให้เล็งเห็นถึงพลังของการศึกษาที่จะช่วยต่อยอดผู้ว่าจ้างและอุตสาหกรรมการจ้างงานให้พัฒนาศักยภาพในสภาพแวดล้อมของตลาดแรงงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

มร.เจค แอนดรู หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท Seek Asia ระบุว่า จากผลการศึกษาและสำรวจพบว่ามี 4 แนวโน้มซึ่งส่งผลและเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดการจ้างงานของตลาดงานในประเทศไทย ที่ทั้งนายจ้างและผู้สมัครงานควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด แนวโน้มดังกล่าวเรียกว่า “4 Ms – The Four Ms of Hiring” ซึ่งจะส่งผลต่อภาพรวมตลาดงานไทยที่แสนท้าทายในปีนี้

สำหรับปัจจัยทั้ง 4 อย่างที่กล่าวมานั้นได้แก่

  1. Monitoring (อัตราการเติบโตของผู้สมัครงานที่จับตาดูตลาดงานและโอกาสงานใหม่ๆ) จากผลการสำรวจที่จัดทำโดยบริษัท Seek Asia เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 กับผู้ที่เปลี่ยนงานใหม่พบว่า 58% คือผู้สมัครงานที่มองหางานและเฝ้าติดตามงานใหม่ๆ ที่ลงประกาศงาน ยิ่งเป็นงานที่ตนเองสนใจตลอดเวลา เป็นกลุ่มของผู้หางานที่ตั้งใจสมัครงานทันที ในขณะที่อีก 42%[1] เป็นผู้สมัครงานกลุ่มที่ไม่ได้ติดตามหรือมองหางานเป็นประจำแต่พร้อมสมัครงานถ้าโอกาสมาถึง หรือหากมีงานที่น่าสนใจและเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ผลสำรวจยังระบุอีกว่ากลุ่มที่ไม่ติดตามโอกาสงานจะปรับตัวเองไปตามสภาวะตลาดแรงงาน ทั้งนี้ผลการสำรวจนี้ทำให้เราเห็นว่ายังมีตลาดแรงงานกลุ่มใหญ่ที่หลายๆ บริษัทยังไม่มีการเข้าถึง กลยุทธ์การจ้างงานที่ถูกต้องคือคำนึงถึงตลาดการสรรหาบุคลากรที่เข้าถึงผู้สมัครงานที่ตั้งใจหางาน (active candidates) และผู้สมัครงานที่ไม่ได้ตั้งใจหางานแต่ก็พร้อมเปลี่ยนงานและให้โอกาสตนเองเมื่อเจองานที่น่าสนใจ (passive candidates) การที่นายจ้างผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้หางานทั้งสองกลุ่มจะนี้ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพในประเทศไทย
  2. Mobile (โลกของมือถือ) ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนประมาณ 20 ล้านคน[2] โดย 82% ใช้เวลาออนไลน์จากสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 5.5 ชั่วโมงต่อวัน[3] นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์มือถือในการค้นหาข้อมูล แนวโน้มนี้ยังส่งผลตลาดโฆษณาตำแหน่งงานบนอุปกรณ์มือถือ และแอพพลิเคชั่นจัดหางานบนสมาร์ทโฟนก็ยังได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย การหางาน สมัครงาน ก็เช่นกัน ดังนั้นนายจ้างจึงต้องสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์และองค์กรผ่านมือถือและต้องจัดทำอย่างต่อเนื่องแบบมืออาชีพ รวมถึงผู้สมัครงานเองต้องเข้าถึงและทันต่อเทคโนโลยีด้วยการใช้โมบายแอพในการสมัครงาน
  3. Multi-Tasking (HR ต้องจัดการงานที่หลากหลาย) นายจ้างในประเทศไทยมีความกดดันสูงในการสรรหาบุคลากร ทั้งในแง่ของปริมาณผู้สมัครที่ต้องการ คุณภาพและเวลาที่จำกัด อีกทั้งมีงานที่นอกเหนือจากการสรรหาบุคลากร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเองก็ต้องการตัวช่วย ที่จะมาช่วยจัดการให้การจ้างงานที่มีความหลากหลายให้คล่องตัวยิ่งขึ้น – ตั้งแต่การประกาศหางาน การรวบรวมใบสมัคร ไปจนถึงการคัดกรอง การให้คำปรึกษาไปถึงการว่าจ้าง – ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงอิทธิพลของแนวโน้มและเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานที่มีความซับซ้อน ดังนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องการหาเครื่องมือที่ช่วยจัดการกระบวนการสรรหาและเครื่องมือการคัดกรองที่ใหม่และเร็วยิ่งขึ้นจาก jobsDB จะช่วยให้นายจ้างประหยัดเวลาในการสรรหาบุคลากร และลดปัญหาการขาดแคลนในการจ้างงาน 4. Matching (ผู้สมัครงานได้งานที่ชอบ ผู้จ้างงานได้คนที่ใช่)

นอกเหนือจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของฝ่ายทรัพยากรบุคคลให้มีความตื่นตัวมากขึ้น และผู้สมัครงานเองก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปโดยผู้สมัครงานในวันนี้มีความรอบรู้มากยิ่งขึ้น และเลือกศึกษารายละเอียดต่างๆ ขององค์กร ชื่อเสียงบริษัท วัฒนธรรมรวมถึงแผนการอนาคตหน้าที่การงานของผู้สมัครงานเองซึ่งเป็นปัจจัยที่พวกเขาใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเลือกงานนั้นๆ นายจ้างแสดงความคิดเห็นว่า ผู้สมัครงานมักมองหานายจ้างที่มีศักยภาพและตรงกับความต้องการเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจสมัครงาน สำหรับในส่วนของผู้ว่าจ้างแนวโน้มนี้ยังหมายถึงการให้โอกาสเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมกับผู้สมัครที่ดีที่สุด ซึ่งทำได้ทั้งสองแนวทางด้วยการใช้โฆษณารับสมัครงานที่มีความเจาะจงและมีความคล่องตัวสูง

แนวโน้มเหล่านี้แสดงให้เห็นความท้าทายของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นผลดีต่อนายจ้างและผู้สมัครงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้คนทั้งสองกลุ่มจำเป็นต้องตีโจทย์แนวโน้มเหล่านี้ให้ออกและศึกษาถึงผลลัพธ์ว่าเป็นไปตามที่พวกเขาต้องการปรับหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับทั้งสองกลุ่มให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่จะช่วยพวกเขาให้ชนะในการแข่งขัน… job hunting… สำหรับนายจ้าง นั่นคือการมีเครื่องมือและบริการที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อปรับปรุงกระบวนการสรรหาและว่าจ้าง เช่นเดียวกับผู้สมัครทั้งที่มีความตื่นตัวหรือกลุ่มผู้สมัครที่เพิกเฉยกับการหางานก็จำเป็นต้องมีผู้ช่วยที่จะเดินไปด้วยกันในทุกก้าวที่จะพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายในหน้าที่การงาน

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า แนวโน้ม 4Ms นี้ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ดีของตลาดแรงงาน แม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้นภายใต้โซลูชั่นที่ได้รับการพัฒนา แต่เราสามารถสร้างความแข็งแรงให้แก่อุตสาหกรรมเพื่อให้คนหางานเลือกงานที่ใช่และผู้ว่าจ้างเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน พร้อมกล่าวเสริมอีกว่า มั่นใจเลือก jobsDB ให้เป็นพันธมิตรด้านการหางาน มีโซลูชั่นหลากหลายช่วยแก้ปัญหาในการจ้างงาน

jobsDB รู้ถึงความจำเป็นและความต้องการของผู้สมัครงานและนายจ้างดีที่สุด ในเว็บไซต์ jobsDB จึงนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญระหว่างการค้นหางานและว่าจ้าง โดยมีเครื่องมือค้นหาและจับคู่งานที่ช่วยให้ผู้หางานได้ตัวเลือกงานที่เหมาะสมและเพิ่มการรับรู้ไปสู่ผู้ว่าจ้าง (แคมเปญ #Beserached ) และยังช่วยให้ผู้หางานได้รู้จักกับองค์กรต่างๆ มากขึ้น (“รีวิวองค์กร – Company Reviews”) ก่อนสมัคร สำหรับในส่วนของนายจ้างยังมีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ให้มากขึ้น (“ค้นหาผู้สมัครงาน – Talent Search”) เพื่อช่วยนายจ้างสรรหาบุคลากรที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มร.เจคกล่าว

ล่าสุด jobsDB ประกาศจัดงานสัมมนาระดับองค์กรประจำปี 2559: ยุคใหม่ของการค้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพ ในแนวคิด “หลัก 4Ms ของการจ้างงาน: สร้างความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาดของการเฟ้นหาบุคลากร ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ตั้งแต่เวลา 13:00 น. – 16:30 น. ที่ห้องเกรทรูม โรงแรม W กรุงเทพฯ โดยภายในงานจะนำเสนอแนวโน้มการจ้างงานของปี 2559 (The 4Ms of Hiring) และการสนทนาบนเวทีในหัวข้อ “สรรหาอย่างสร้างสรรค์ ทันทุกเทรนด์การจ้างงาน” โดยกล่าวเปิดงานโดย คุณ เจอราล์ดีน วอง หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท Seek Asia และวิทยากรบนเวทีได้แก่ มร.เจค แอนดรู หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท Seek Asia และคุณนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารในวงการบริหารงานบุคคลจากองค์กรชั้นนำของประเทศ โดยจะมีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรและบริษัทจัดหางานต่างๆ กว่า 300 แห่งมาร่วมงานที่จะแวดล้อมไปด้วยการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองของวงการแรงงานของประเทศที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้ร่วมงาน

จ๊อบส์ดีบียังคงเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมการจ้างงานในประเทศ ด้วยการสรรหาตำแหน่งงานให้เพียงพอต่อคนหางานและช่วยให้นายจ้างเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งงาน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่นำเสนอบริการที่ดีที่สุดเพื่อทุกคน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้จัดงานที่เป็นประโยชน์เช่นครั้งนี้ในอนาคต

ดีแทคร่วมมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯเปิดบริการน้องดี๊ดี *678 สั่งด้วยเสียง สนับสนุนผู้พิการทางสายตา


image
ดีแทคร่วมกับมูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย เปิดบริการคอลเซ็นเตอร์ “ น้องดี๊ดี *678 สั่งด้วยเสียง ” ที่ให้บริการโดยผู้พิการทางสายตา เพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนผู้พิการให้เกิดความมั่นใจและภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ช่วยเหลือองค์กร และ สังคม โดยคอลเซ็นเตอร์แห่งนี้ได้จัดตั้งสำนักงานอยู่ที่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมเปิดให้บริการกับลูกค้าดีแทคและแฮปปี้แล้ว
นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “บริการน้องดี๊ดี *678 สั่งด้วยเสียง ที่ให้บริการโดยพนักงานที่เป็นผู้พิการทางสายตา นอกเหนือจากพนักงานผู้พิการอื่นๆที่ได้ปฎิบัติงานในดีแทคคอลเซ็นเตอร์ ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งบริการนี้เป็นอีกหนึ่งบริการที่อยู่ภายใต้ แนวทางการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน มีการนำเทคโนโลยีสื่อสารที่ดีแทคมี มาปรับใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาสังคมไทย ซึ่งดีแทคมีนโยบายด้านกิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Responsibility) ที่ใช้เป็นแนวทางหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนให้เป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจขององค์กรและสังคมเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ตามที่มุ่งหวัง

นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริการ กลุ่มการตลาด ดีแทค กล่าวว่า “ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้ สามารถโทรใช้บริการได้ที่หมายเลข *678 คิดค่าบริการครั้งละ 3 บาท แล้วแจ้งเรื่องที่ต้องการสอบถามด้วยเสียงได้ทันที โดยลูกค้าไม่ต้องกดปุ่มใดๆ พนักงานผู้พิการทางสายตาจะรับฟังและให้บริการโต้ตอบผ่านทางเสียงระบบอัตโนมัติ หรือ SMS ปัจจุบันบริการดี๊ดีสามารถให้บริการแจ้งยอดค่าใช้บริการ ยอดใช้งานอินเตอร์เน็ต,เปิดสายใช้งานชั่วคราว, ชำระค่าบริการ,สมัครแพ็คเก็จ , สมัครหรือระงับบริการ SMS ,สอบถามเปลี่ยนเครือข่ายมาใช้งานในเครือข่ายดีแทคเบอร์เดิม ,ตั้งค่าเล่นเน็ตบนมือถือ , และจะมีการพัฒนาบริการอื่นๆ เพิ่มเติมซึ่งจะทยอยเปิดให้บริการในอนาคต”
ปัจจุบันดีแทคคอลเซ็นเตอร์ มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ที่อาคารจามจุรีสแควร์ สำนักงานรังสิต คลอง 5 และสำนักงานศรีนครินทร์ และในต่างจังหวัดอีก 2 แห่ง คือ ที่สำนักงานธุรกิจภูมิภาค ภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ ภาคใต้ที่ จ. สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันพนักงานทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่ในเวลา 7 วันตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับในส่วนของลูกค้าดีแทค นอกจากลูกค้าคนไทยแล้วยังมีหลากหลายเชื้อชาติและภาษา และลูกค้ามีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้งานที่มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูล ข่าวสาร และติดต่อกันทางโซเชียลมีเดียตลอดเวลา เมื่อลูกค้าเริ่มเปลี่ยนมาใช้ 4G และสมาร์ทโฟน มากขึ้นเรื่อย จึงต้องการคำแนะนำที่ถูกต้องทั้งการเลือกซื้อมือถือ และโปรโมชั่น รวมถึงการใช้งานฟังก์ชั่นและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ดีแทคจึงได้พัฒนาความสามารถในการให้บริการของพนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีพนักงานให้บริการถึง 10 ภาษาได้แก่ ภาษาจีน, พม่า, ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย , อินโดนีเซีย, ยาวี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย ,อังกฤษ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย และยังพัฒนาการให้บริการลูกค้าทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook บริการ E-Service ทางดีแทคเว็บไซต์ พันทิป และ Line เพื่อให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคอินเทอร์เน็ต

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.