ทรู ผนึก หัวเว่ย สร้างศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” แห่งแรกในไทย


IMG_0550.JPG

กลุ่มทรู ตอกย้ำผู้นำสมาร์ท ดิจิตอล ไลฟ์ ผนึก หัวเว่ย ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก ร่วมกันพัฒนาสร้างศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่นการทำงานอัจฉริยะ Internet of Things (IoT) ต่างๆ จนสามารถใช้งานได้จริง สามารถตอบโจทย์ทุกประเภทลูกค้าและกลุ่มธุรกิจ รวมทั้งการต่อยอดโซลูชั่นอัจฉริยะที่ได้ผ่านการทดสอบเบื้องต้นมาแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับ IoT ใหม่ล่าสุด ได้แก่ NB-IOT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์ IoT ประเภทที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลน้อยและใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมาก เช่น โซลูชั่น Smart Parking หรือ Smart Metering เป็นต้น และเทคโนโลยี CAT-M1 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานโซลูชั่น IoT ประเภทอื่นๆ ที่ต้องการความเร็วสูงขึ้น แต่ยังคงประหยัดพลังงานได้เช่นกัน อาทิ โซลูชั่น Smart Transportation หรือ Asset Tracking ได้เป็นอย่างดี ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้จะตั้งอยู่ที่ธัญบุรี พร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาส 1 ปีนี้

นายพรรคพงษ์ อัคนิวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านเทคนิค-คุณภาพโครงข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลุ่มทรูมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและบริการที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์และเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ก้าวสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งปัจจุบันอินเทอร์เน็ตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการสื่อสารระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่อุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเราจะถูกเชื่อมโยงและสามารถสื่อสารกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นที่มาของแนวความคิดกลุ่มทรู ที่จะร่วมสร้างเมืองไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ด้วยนวัตกรรม Internet of Things (IoT) ยกระดับชีวิตคนไทยให้ใช้ชีวิตสมาร์ทขึ้นและสะดวกสบายขึ้น ผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ทรูและ4G ทรูมูฟ เอชที่ครอบคลุมทั่วไทย สามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ผ่านมาได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยพัฒนาโซลูชั่นอัจฉริยะในรูปแบบต่างๆ ทั้ง Smart City, Smart Business, Smart Transport, Smart Home และ Smart Health รวมถึง Smart Platform for Sustainability ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและชนบท และล่าสุดได้ต่อยอดความร่วมมือกับหัวเว่ยในการสร้างแล็บเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี IoT เป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT “True-Huawei IoT Open Lab” จะประกอบไปด้วย ห้องสาธิตการทำงาน ห้องทำงานสำหรับพันธมิตร ห้องอุปกรณ์ Test Bed และกระบวนการจัดทำมาตรฐาน Integration & Certification มีวัตถุประสงค์หลักคือ การทดสอบและผนวกรวมโซลูชั่น IoT การพัฒนาแอพพลิเคชั่น IoT ตลอดจนสาธิตการทำงานให้กับพันธมิตรในทุกๆ อุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง ”

มร. เห้อ เผยเฉิง รองประธานกรรมการ ฝ่ายกลยุทธ์การตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มทรู ในฐานะที่เป็นผู้นำคอนเวอร์เจนซ์ไลฟ์สไตล์ในไทย และมีประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งยังเป็นผู้นำขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ICT มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 จากการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างทรู และหัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้นำ ICT ระดับโลก เรามั่นใจว่าเทคโนโลยี IoT จะเป็นโซลูชั่นหลักในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้, สมาร์ท อินดัสทรี, สมาร์ท โฮม และอื่นๆ อีกมากมาย เราทำงานร่วมกับทรูอย่างใกล้ชิดในการวิจัยและพัฒนาอีโคซิสเต็ม IoT ในประเทศไทย ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการและพัฒนาเทคโนโลยี IoT ‘True-Huawei IoT Open Lab’ จะเป็นไมล์สโตนสำคัญของทรูและหัวเว่ย โดยเรามุ่งมั่นที่จะนำพันธมิตรรายอื่นๆ ตลอดจนสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างๆ และสร้างโลกที่เป็น All-Connect ให้เป็นจริงขึ้นมาได้”

Advertisements

เอไอเอส เปิดเครือข่ายอัจฉริยะ Narrow Band Internet of Thing : NB-IoTLIVE ครั้งแรก! ในไทย


AIS IOT.jpg

เอไอเอส ประกาศเปิดตัวเครือข่ายอัจฉริยะรองรับยุค Internet of Things – Narrow Band IOT LIVE เป็นครั้งแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ตอบสนองความต้องการยุคดิจิทัล จุดประกายสมาร์ทซิตี้

นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้เครือข่าย AIS 4G ก้าวสู่เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมแล้วถึงกว่า 98% ของพื้นที่ประชากร และไม่หยุดยั้งในการนำนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาเสริมขีดความสามารถเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 นี้ ภาพรวมเราเชื่อว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะเติบโตถึง 300% โดยตลาดที่เติบโตมากที่สุดคือ Fix Broadband และกลุ่มการใช้งานของอุปกรณ์ IoT ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง  อาทิ Wearable, Machine2Machine อันถือว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับการบริหารจัดการเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศไทยไปอีกขั้น”

ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมเครือข่ายให้พร้อมรองรับเทคโนโลยี IoT วันนี้เอไอเอสจึงประกาศเปิดตัว เครือข่าย Narrow Band – Internet of Things ที่พร้อมรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์และบริการแบบ IoT ได้แล้วอย่างเต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานระดับสากล แบบพร้อมให้บริการได้ทันที หรือ LIVE Network

สำหรับจุดเด่นเครือข่าย Narrow Band IoT ของเอไอเอส อาทิ

  1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี
  2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน
  3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับ โครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้

นายฮุย กล่าวย้ำว่า “การเปิดตัวเครือข่าย Narrow Band IoT ของเราครั้งนี้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีล่าสุดมาพัฒนาบนเครือข่ายที่ให้บริการจริงเป็นครั้งแรก โดยจะเปิดให้ชมการประยุกต์ใช้งานจากเทคโนโลยี Narrow Band IoT ในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ในงาน AIS Vision 2017 และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดแคมเปญ dtac Best Deal 2017 สยบทุกดีกรีความฮอตกับข้อเสนอสุดคุ้ม


Huawei.jpg

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ตอบรับกระแสสุดฮอตแห่งปี มอบประสบการณ์ดิจิทัลกับสัญญาณ dtac super 4G ลื่นสุด กว้างสุด และมอบความคุ้มค่าที่สุดให้ดิจิทัล เจนเนอเรชั่น สัมผัสปรากฏการณ์โปรสมาร์ทโฟนแห่งยุค กับ แคมเปญ “ดีแทค เบสท์ ดีล 2017 (dtac Best Deal 2017)” ผนึกแบรนด์หัวเว่ย (Huawei) สมาร์ทโฟนสุดฮอตแห่งปี ที่มียอดขายทั่วโลกกว่า 100 ล้านเครื่อง มอบความคุ้มค่าด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุดและมีเพียงดีแทคเท่านั้นที่ให้คุณได้ กับโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษทุกเครื่อง ทุกรุ่น สูงสุด 50% พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับกล้อง Leica รุ่น D-lux 109 ฟรี มูลค่า 39,200 บาท ทุกสัปดาห์ รวม 21 เครื่อง มูลค่ารวมกว่า 823,200 บาท (มอบให้ผู้โชคดีสัปดาห์ละ 3 เครื่อง)

สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่ เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม สามารถเลือกรับความคุ้มค่ากับสมาร์ทโฟน   ยอดนิยม อาทิ

  • Huawei Mate 9 Pro ราคา 20,900 บาท จากปกติ 27,900 บาท | Huawei Mate 9 ราคา 16,900 บาท จากราคาปกติ 23,900 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB
  • Huawei P9 ราคา 10,900 บาท จากปกติ 16,990 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB
  • Huawei P9 Plus ราคา 14,900 บาท จากปกติ 21,990 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 3,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 699 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 20 GB
  • Huawei GR5 2017 ราคา 5,900 บาท จากปกติ 8,900 บาท เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือน Super non-stop 599 บาทขึ้นไป รับอินเตอร์เน็ต 4G เริ่มต้น 16 GB

เพิ่มความสุดคุ้มยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดค่าเครื่องเพิ่มอีก 1,500 บาททุกรุ่น

โปรโมชั่นสุดฮอต กับ แคมเปญ “ดีแทค เบสท์ ดีล 2017 (dtac Best Deal 2017)”  เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2560

เตรียมเปิดศูนย์ “IP IDE Center” ให้คำปรึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรม เอสเอ็มอี


ipde

 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมเปิดศูนย์ “IP IDE Center” เพื่อให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ (SMEs) ด้านแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรม เริ่มด้วยชูนวัตกรรมข้าวแก้ปัญหาข้าวไทย

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม (Intellectual Property Innovation Driven Enterprise Center : IP IDE Center ) โดยศูนย์ IP IDE Center จะเน้นให้คำปรึกษาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม (IDE) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ นำประเทศไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา

นายทศพล กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาข้าว และราคาข้าวในประเทศไทย             กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของข้าวไทยที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยในการผลิต และการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิต และเพิ่มคุณภาพในการผลิตให้กับผู้ผลิตสินค้า โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากข้าวและได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว อาทิ โลชั่นบำรุงเส้นผม “ไรซ์นาโนแฮร์ซีรั่ม” ทีมีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าวออร์แกนิค และสารสกัดใบบัวบก ผลิตด้วยนาโนเทคโนโลยีที่ช่วยในการดูดซึม หรือกรรมวิธีผลิตเครื่องดื่มน้ำนมข้าวและเครื่องดื่มน้ำนมข้าว ที่มีการนำเปลือกข้าวมาเพาะในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้ข้าวสร้างฮอร์โมนจิเบอแรลลิก ทำให้รสชาติดีและมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและแคลเซียมสูงกว่านมวัว เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากข้าวยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมายซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับข้าวได้ที่เว็บไซด์กรมทรัพย์สินทางปัญญา http://www.ipthailand.go.th

สำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวในเบื้องต้น ศูนย์ IP IDE Center ได้เริ่มเผยแพร่ข้อมูลและเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมข้าวแล้ว ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ทั้งในรูปแบบของ Facebook (Thai Rice Thai Innovation) และ Youtube (Thai Rice Thai Innovation) และเตรียมเปิดศูนย์ฯ ให้บริการคำปรึกษาแบบเต็มรูปแบบ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

“บีอีซี-เทโร มิวสิค” ปรับทัพรับเทรนด์ Internet of Things จับมือ “LINE TV” ลุยตลาด “VDO Online”


bec.jpg

“บีอีซี-เทโร มิวสิค” ปรับทัพรับเทรนด์ Internet of Things ด้วยการจับมือ “LINE TV” ลุยตลาด “VDO Online” ให้ลูกค้าได้รับชมมิวสิควีดีโอสุดคลาสิค ทั้งไทยและสากล จากหลายค่ายเพลงในสังกัด บีอีซี-เทโร มิวสิค(BEC-TERO Music) อาทิ โซนี่ มิวสิค (Sony Music) , เลิฟอีส (LOVEiS) , เบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) และ แบล็คชีพ (Blacksheep) มาให้บริการผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ฟรี!!!  ชูจุดเด่นอยู่ที่คอนเทนต์ที่นำมาให้บริการในครั้งนี้เป็นมิวสิควีดีโอที่หาชมที่ไหนไม่ได้มากกว่า 3,000 นาที มาให้บริการและสามารถรับชมได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ที่เดียวเท่านั้น เชื่อมั่นบริการนี้จะสามารถเติมเต็มความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้กับคอเพลงได้เป็นอย่างดี

นายพอล มนัสถาวร ผู้จัดการทั่วไป บีอีซี-เทโร มิวสิค บริษัท บีอีซี-เทโร เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงนโยบายทางการตลาดของปีนี้ว่า “ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ บีอีซี-เทโร มิวสิค ในปีนี้ยังคงโฟกัสไปที่ธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจหลักควบคู่ไปกับธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ในรูปแบบวีดีโอออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมองว่าตลาดวีดีโอออนไลน์มีแนวโน้มการขยายตัวสูงขึ้นในปีนี้ อีกทั้งผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เวลาในการรับชมวีดีโอออนไลน์นานมากขึ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา จึงทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการเข้าสู่ยุค Internet of Things (IOTs) ที่เข้ามามีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งผลให้ตลาดส่วนนี้มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ด้วยเหตุนี้เองทางบริษัทฯจึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาให้บริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

ล่าสุด “บีอีซี-เทโร มิวสิค” ได้ร่วมมือกับ “LINE TV” ในการให้บริการคอนเทนต์ที่เป็นมิวสิควีดีโอออนไลน์ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” โดยความพิเศษของคอนเทนต์ที่ทางบีอีซี-เทโร มิวสิค ได้นำมาร่วมกับ “LINE TV” ในครั้งนี้ เป็นมิวสิควีดีโอเพลงสุดคลาสสิคที่ปัจจุบันนี้หาชมที่ไหนไม่ได้มากกว่า 3,000 นาที ทั้งไทยและสากล จากหลายค่ายเพลงในสังกัด บีอีซี-เทโร มิวสิค อาทิ โซนี่ มิวสิค (Sony Music) , เลิฟอีส (LOVEiS) , เบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) และ  แบล็คชีพ (Blacksheep) มาให้บริการและสามารถรับชมได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม “LINE TV” ที่เดียวเท่านั้น  อาทิ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ – Scrubb , กลับมา-2 Day ago Kids ,  ผ่าน – Slot Machine เป็นต้น  โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับว่าเป็นการส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจซึ่งกันและกัน โดยอาศัยจุดแข็งของ บีอีซี-เทโร มิวสิค ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอนเทนต์บันเทิง จับมือกับ LINE ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยม ถือเป็นการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพลงให้สอดรับกับยุค Internet of Things (IOTs) ได้อย่างลงตัว

นายแดน ศรมณี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์และการตลาด LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “จากผลสำรวจของ PWC ตลาดวีดีโอออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการใช้จ่ายผ่านวีดีโอโฆษณาออนไลน์โลกจากปัจจุบันถึงปี 2563 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 31% ต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดไทย ทั้งนี้ LINE TV ในฐานะแพลตฟอร์มวีดีโอออนดีมานด์ที่รวบรวมคอนเทนต์ที่ผ่านการคัดสรรมาแบบพรีเมี่ยมและ Exclusive  จึงมองเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือกับ บีอีซี-เทโร มิวสิค  โดยที่ผ่านมาเราได้มีการทำงานร่วมกันและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง มาสู่การเพิ่มคอนเทนต์ประเภทมิวสิควีดีโอบน LINE TV เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมในกลุ่มต่างๆได้กว้างขวางมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการทำ LIVE กับคอนเทนต์ Music บน LINE TV ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก และเป็นแนวทางที่จะทำร่วมกันต่อไป เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมมากขึ้น

สำหรับความร่วมมือกันระหว่าง “บีอีซี-เทโร มิวสิค” กับ “LINE TV” ในครั้งนี้ ทางบริษัทเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดเพลงให้คึกคักรับต้นปีและเติมเต็มความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้กับคอเพลงได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังสามารถขยายฐานลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยในอนาคตทางบริษัทฯมีแผนที่จะจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อนำคอนเทนต์ที่มีอยู่มาให้บริการอย่างต่อเนื่องอีกแน่นอน” นายพอลกล่าวทิ้งท้าย

แสนสิริ เปิดตัว Property Technology เต็มรูปแบบ สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัย


0281.jpg

แสนสิริ (SIRI) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดตัว “สิริ เวนเจอร์” (SIRI VENTURE) บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital ทำการวิจัยและลงทุน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ (R&D) ด้าน Property Technology อย่างเต็มรูปแบบเป็นรายแรกของไทย เน้นเปิดโอกาสสำคัญให้กลุ่มสตาร์ทอัพพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเกี่ยวกับการใช้ไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัยจนสำเร็จใช้งานจริงและสนับสนุนให้เข้าถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง โดยมีไทยพาณิชย์ร่วมสนับสนุนในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ FinTech เข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกัน เผย สิริ เวนเจอร์ ใช้ทุนจดทะเบียนในช่วงเริ่มต้น 100 ล้านบาท ลงทุนสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ร่วมกับกลุ่มนักวิจัย, นักประดิษฐ์, ผู้ผลิตและธุรกิจสตาร์ทอัพ ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายกับผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology อย่างน้อย 300 รายภายในปี 2020 เชื่อมั่น สิริ เวนเจอร์ จะช่วยส่งให้นวัตกรรมเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยไทยไปได้ไกลในระดับโลก รวมทั้งเสริมการเติบโตให้กับธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้ง Venture Capital ในชื่อ บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด SIRI VENTURE โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างแสนสิริ และธนาคารไทยพาณิชย์  90:10 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ลงทุนและพัฒนาในนวัตกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่ออนาคต และการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยหรือ “พร็อพเพอร์ตี้ เทคโนโลยี” (Property Technology) อย่างเต็มรูปแบบรายแรกของไทย

“แสนสิริได้ศึกษาและตัดสินใจจัดตั้ง Corporate Venture Capital หรือ “ธุรกิจร่วมลงทุน” ขึ้น เพื่อมองหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจประเภท Property Technology ที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทแสนสิริ และจะมีส่วนช่วยผลักดันธุรกิจหลักของแสนสิริให้มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมถึงมองหาโอกาสและ Innovation ทางธุรกิจและกระบวนการธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ประกอบกับการที่แสนสิริมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่างธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีความเข้าใจและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในโลกดิจิตัลและให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมด้านการเงินหรือ FinTech ทำให้บริษัทร่วมลงทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อตั้ง สิริ เวนเจอร์ ขึ้นเพื่อเป็น Corporate Venture Capital ด้าน Property Technology อย่างเต็มรูปแบบรายแรกของไทย ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ แสนสิริจะมีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเรื่องของการสรรหาและลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางด้าน Property Technology เหล่านี้เข้ามาใช้เป็นรายแรก ทั้งเพื่อการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ สำหรับลูกค้า หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากนวัตกรรมบริการที่สามารถนำไปขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น หรือแม้แต่กับธุรกิจอื่น ๆ เกิดเป็นช่องทางรายได้ใหม่ที่จะผลักดันวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดดครั้งใหม่ซึ่งจะส่งผลประโยชน์สูงสุดคืนให้แก่ลูกค้าจากการที่ แสนสิริจะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้ ทั้งเพื่อการดำเนินธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ สำหรับลูกค้าตลอดเวลา อาทิ การนำระบบ Smart Home Integration เปิดตัวใช้ที่โครงการ 98 Wireless และโครงการ The XXXIX ทั้งโครงการเป็นครั้งแรก” นายอภิชาติกล่าว

 

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การร่วมลงทุนใน สิริ เวนเจอร์ กับแสนสิริในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินและดูแลการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีของธนาคาร เห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ขยายขีดความสามารถในการเข้าถึงสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มุมมองทางด้านเทคโนโลยีของไทยพาณิชย์นั้น ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินเท่านั้น แต่ต้องการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางการเงินที่เข้าถึงหรือผสานอยู่ใน Ecosystem ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างกลมกลืนและสมบูรณ์แบบ ทำให้ธนาคารสามารถนำ FinTech เข้ามาทำงานร่วมกันกับ Property Technology เกิดเป็น Living Ecosystem ที่สมบูรณ์ และนำมาซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกันได้อย่างครบวงจร อาทิ การซื้อของ และการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายในการร่วมสร้างประสบการณ์ทางการเงินและการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า การทำงานร่วมกันเช่นนี้จะทำให้เรามองเห็นภาพผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้น สามารถนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ไปวางในจุดที่ถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของธนาคาร โดยธนาคารมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัยและตอบโจทย์ลูกค้าทั้งระดับองค์กรที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือลูกค้าเอสเอ็มอีซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้ออสังหาฯ รวมทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมสำหรับการบริหารงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Digital Payment, Blockchain, Big Data ซึ่งธนาคารฯ กำลังมุ่งพัฒนาศักยภาพของเทคโนโลยีอยู่”

นายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บุกเบิกและเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีมานานหลายปีแล้ว โดยเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำ Marketing ตั้งแต่ปี 2552 ด้วยการทำ Digital Sales Kit บนหน้าจอ Multitouch เป็นรายแรกของไทย ช่วยให้การขายโครงการสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งพัฒนา Home Service โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับให้บริการลูกบ้านแสนสิริ ตั้งแต่ปี 2555 วันนี้แสนสิริก้าวสู่อีกระดับด้วยการก่อตั้ง สิริ เวนเจอร์ เพื่อมุ่งพัฒนาและลงทุนใน Property Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่ออนาคตของการใช้ชีวิต ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เร็วขึ้น และประหยัดยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต นวัตกรรมเป็นได้ทั้งผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย งานดีไซน์ใหม่ ๆ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืน นวัตกรรมสร้างได้ทั้งผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย งานดีไซน์ใหม่ ๆ หรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ครอบคลุมเทคโลยีสำหรับการทำธุรกิจด้านที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร (Holistic Property Technology Landscape) ตั้งแต่การบริหารระบบข้อมูล การออกแบบโครงการ การก่อสร้าง การสนับสนุนการซื้อขาย การบริหาร และให้บริการภายในโครงการ ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการอยู่อาศัยแบบองค์รวม การสร้างนวัตกรรม ซึ่งผ่านขั้นตอนจากไอเดีย สู่สตาร์ทอัพ จนธุรกิจสามารถอยู่รอดได้นั้น จะกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากนั้น เราจะมีแผนดำเนินธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Management) เพื่อสร้างรายได้ต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ”

 

ภารกิจสำคัญของ สิริ เวนเจอร์ มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. ร่วมลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย ด้วยลงทุน 100 ล้านบาท เริ่มจากในประเทศไทยและสิงคโปร์  2. ร่วมทุนและยกระดับศักยภาพของ Home Service โมบายแอพพลิเคชัน สำหรับลูกบ้านแสนสิริ เพื่อบริการรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต และสามารถขยายขอบข่ายบริการในตลาดที่กว้างขึ้น และ 3. จัดตั้งโครงการผลักดันสตาร์ทอัพด้าน Property Technology โดยเฉพาะครั้งแรกในประเทศไทย (Property Technology Accelerator) เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยที่มีศักยภาพในการลงทุน

สำหรับการลงทุนและยกระดับศักยภาพของ Home Service โมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับลูกบ้านแสนสิริ ซึ่งเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2555 มีผลตอบรับที่ดีมากด้วยจำนวนผู้ใช้จากหลักร้อยเพิ่มเป็นหลักหมื่นในเวลาเพียง 3 ปี จึงมีศักยภาพที่จะปฏิรูปให้เป็นนวัตกรรมบริการดิจิทัลที่อำนวยความสะดวกในทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในแวดวง Property Technology ตั้งแต่ ระบบส่งข้อความ แจ้งข่าวสาร เรียกใช้บริการซ่อมแซมภายในบ้าน ไปจนถึงการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ ระบบควบคุมสั่งการอัจฉริยะภายในบ้าน รวมทั้งการเพิ่มเติมบริการอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปของผู้คนในอนาคต และเป็น Property Technology ปฏิวัติวงการตัวเด่นที่สามารถขยายขอบข่ายตลาดผู้ใช้สู่วงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะโครงการแสนสิริ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปเสนอกับโครงการอสังหาฯ ของผู้พัฒนาอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน  Home Service มีจำนวนผู้ใช้ซึ่งเป็นลูกบ้านของแสนสิริแล้วจำนวนถึงกว่า 13,000 ราย ใน 135 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียม

ด้านโครงการ Property Technology Accelerator จะมีการวางเป้าหมายอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเริ่มในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยรับสมัครทีมสตาร์ทอัพจำนวน 100 ทีม จากนั้นในไตรมาสมาส 3 จะคัดเลือกที่มีศักยภาพ 15 ทีมมาเข้าร่วม Business Incubation เพื่อการบ่มเพาะธุรกิจ พร้อมคอร์สติวเข้มกับผู้บริหารและนักธุรกิจซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ก่อนที่จะมาคัดเลือกสตาร์ทอัพที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ประมาณ 8-10 ทีมอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเราจะผลักดันนวัตกรรมที่เราพัฒนาให้ได้รับการจดสิทธิบัตรต่อไป

“จากฐานข้อมูลการวิจัยและพัฒนาของเรา เทรนด์การพัฒนาเทคโนโลยีกำลังก้าวจาก Formless สู่ Borderless และ Limitless ข้อจำกัดต่าง ๆ จะค่อย ๆ ลดหายไป Property Technology ที่มาแรงในช่วงอนาคตอันใกล้ซึ่งเราสนใจลงทุน จึงได้แก่เทคโนโลยีโมบิลิตี้ที่นำมาการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ ที่หลากหลายขึ้น เทคโนโลยีด้านสมาร์ทโฮม ไม่ว่าจะเป็นด้าน Home Automation, Security หรือ Home AI หรือระบบสั่งการด้วยเสียง ระบบ Preventive Maintenance ภายในบ้าน และเทคโนโลยีโรโบติกส์ หรือหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถพัฒนามาเป็นหุ่นยนต์ส่งของถึงห้องพักภายในอาคารคอนโดมิเนียมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้พักอาศัย และเทคโนโลยี Exoskeleton  ซึ่งเป็นชุดหุ่นยนต์ที่สวมใส่ได้เพื่อเป็นอุปกรณ์เพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ เช่น ความแข็งแกร่ง เคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถนำมาใช้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของงานก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและความรวดเร็ว และลดต้นทุนในการทำงาน ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ซัมซุง ออกสติกเกอร์ไลน์ “Mr. Smart & Ms. Care” เวอร์ชั่นใหม่


IMG_0544.JPG

ซัมซุงออกสติกเกอร์ไลน์เวอร์ชั่นใหม่ “Mr.Smart & Ms.Care” สำหรับสมาชิก”Samsung Thailand LINE Official Account” พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ลุ้นรับบัตรกำนัล และของรางวัลอีกเพียบ
หลังจากเปิดตัว “Samsung Thailand LINE Official Account” พร้อมสติกเกอร์ “Mr.Smart & Ms.Care” ให้ขาแชตได้โหลดสนุกแชตสนั่นกันไปแล้วถึง 2 เวอร์ชั่น พร้อมกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด เพราะมียอดดาวโหลดสติกเกอร์มากกว่า 9.7 ล้านครั้งครั้งนี้ซัมซุงเลยขอส่งสติกเกอร์ไลน์ “Mr.Smart & Ms.Care” เวอร์ชั่นใหม่ น่ารักสดใสเช่นเคย พร้อมข้อความโดนๆ ให้ชาว LINE ได้ดาวน์โหลดฟรีแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 ก.พ. นี้เท่านั้น
พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรางวัลทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นบัตรกำนัลสตาร์บัคส์ มูลค่า 500 บาท จำนวน 20 รางวัล และบัตรชมภาพยนตร์ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 20 รางวัล รางวัลละ 2 ใบ รวม 40 รางวัล งานนี้มีให้เฉพาะสมาชิก Samsung Thailand LINE Official Account เท่านั้น