ชัด! เปิดขาย iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ในไทย 21 ต.ค.นี้


i7

ทรูมูฟ เอช  แจ้งว่าจะเริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแอปเปิล  ได้แก่ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ซึ่งเป็น iPhone ที่ดีที่สุดและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา และ Apple Watch Series 2 เจเนอเรชั่นใหม่ของสมาร์ทวอทช์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกในวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2559 ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559 ผ่าน http://www.truemoveh.com/iPhone7/Pre-order ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone และ Apple Watch ได้ที่ http://www.apple.com/th

AMD เปิดตัวเดสก์ท็อปที่ใช้โปรเซสเซอร์7th Generation PRO เป็นครั้งแรก


 

picture1

AMD เปิดตัวคอมพิวเตอร์ที่ใช้ 7th Generation PRO APUs ของ AMD (ชื่อโค้ดเนมคือ “Bristol Ridge PRO”) เป็นครั้งแรกที่งาน Canalys Channels Forum  AMD PRO APUs เป็นโปรเซสเซอร์เพื่อใช้งานทางธุรกิจ  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลและกราฟฟิก ประหยัดพลังงานมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นแพลทฟอร์มที่เสถียรและปลอดภัยเพื่อช่วยให้การลงทุนด้านไอทีของลูกค้ามีความคุ้มค่า

นายจิม แอนเดอร์สัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายคอมพิวติ้งและกราฟฟิกของ AMD กล่าวว่า “ช่วงสองปีที่ผ่านมาเรามีความก้าวหน้าในส่วนของผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างมากจริงๆ โปรเซสเซอร์รุ่น AMD PRO มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์นับจากที่เริ่มออกสู่ตลาดเมื่อกลางปี 2557 โปรเซสเซอร์ของเราเป็นโซลูชั่นที่รองรับด้านความปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง เสถียร และเชื่อถือได้ ซึ่งช่วยให้องค์กรธุรกิจทั่วโลกลดความซับซ้อนในการใช้ไอที เราตื่นเต้นมากที่ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ชั้นนำ เช่น เอชพี และเลอโนโวได้นำเทคโนโลยีของ AMD ไปใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าที่เป็นองค์กรธุรกิจ”

ด้านนายกัวเยนเต้ ซานมาร์ติน รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปสำหรับองค์กร เอชพี อิงค์ กล่าวว่า “เรายินดีนำเสนอกลุ่มเดสก์ท็อป EliteDesk 705 G3 รุ่นใหม่ของเราที่ใช้โปรเซสเซอร์ 7th generation AMD PRO ซึ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับด้านความปลอดภัยและความยืดหยุ่นในการใช้งาน เพื่อช่วยให้ลูกค้าองค์กรของเราหมดความกังวลกับงานไอทีที่ซับซ้อน และหันไปให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจได้มากขึ้น”

ระบบใหม่จากเอชพีและเลอโนโวนี้มีคุณภาพระดับใช้งานในองค์กร  ทั้งประสิทธิภาพและความเสถียร ที่มาพร้อมวิดีโอและเสียงที่มีสมรรถภาพเหนือชั้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ประสบความสำเร็จมากขึ้นในทุกๆ เรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลิตผล บริหารการจัดการได้ง่าย และความร่วมมือต่างๆ นอกจากนี้ยังรองรับ Microsoft® Windows® 10 Pro features เช่น Device Guard, Windows Hello, Biometric Security และ BitLocker Encryption อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนนายสตีฟ บราเซียร์ ประธานและซีอีโอ บริษัทวิจัยคานาลิส กล่าวว่า “เราทราบถึงความต้องการที่ต่อเนื่องของทุกภาคส่วนและกลุ่มธุรกิจขนาดกลางทั่วโลก ที่ต้องการใช้งานเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย เชื่อถือได้ ยืดหยุ่น และคุ้มค่าการลงทุน การที่บริษัทต่างๆ เลือกใช้ระบบดิจิทัลในทุกส่วนของธุรกิจตน ทำให้ความคาดหวังของบริษัทเหล่านั้นจากพันธมิตรที่ให้บริการด้านไอทีเปลี่ยนไป ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นด้านไอทีจึงจำเป็นต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งผลทางการตลาดได้ทันที ด้วยการใช้นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความเชื่อถือได้ เดสก์ท็อปรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ของ AMD เหล่านี้เปิดโอกาสให้องค์กรธุรกิจสามารถจัดการกับความท้าทายสำคัญๆ ได้ โดยที่ยังคงความสามารถในการบริหารจัดการ ความปลอดภัย และความเสถียรไว้ได้”

โปรเซสเซอร์ AMD 7th Generation PRO

โปรเซสเซอร์ 7th Generation AMD PRO สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจสามประเด็น

  • ช่วยให้องค์กรธุรกิจมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญและแอปพลิเคชั่นต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี AMD Secure Processor ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมาอย่างเฉพาะเจาะจงและเบ็ดเสร็จเพื่อการนี้ โดยมีลักษณะการทำงานในการรักษาความปลอดภัยทั้งระบบ ซึ่งถูกออกแบบมาในระดับ hardware โดยเฉพาะ สำหรับฟังก์ชั่นการทำงานด้านความปลอดภัย นำมาซึ่งความเชื่อถือได้ของฮาร์ดแวร์ที่ทำงานอย่างอิสระเพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่การบูทเครื่องแบบ secure boot ปกป้องข้อมูล แอปพลิเคชั่นด้านความปลอดภัย และโมดูลแพลทฟอร์มเฟิร์มแวร์ที่เชื่อถือได้ (firmware trusted platform module: fTPM 2.0)
  • รองรับความต้องการด้านการประมวลผลและกราฟฟิกที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อป AMD PRO ที่มีประสิทธิภาพด้านการประมวลผลมากขึ้น 14% และกราฟฟิกที่ดีขึ้น 22% แต่ประหยัดพลังงานมากกว่าโปรเซสเซอร์ 6th Generation AMD PRO ได้ถึง 32% (ii)
  • บริหารจัดการได้แบบโอเพ่นสแตนดาร์ดและ CPU-agnostic ซึ่งช่วยให้หน่วยงานด้านไอทีสามารถบูรณาการและจัดการระบบต่างๆ ได้อย่างไม่ยุ่งยาก โครงสร้างพื้นฐานเดสก์ท็อป AMD AM4 มีความเสถียร เชื่อถือได้ และเป็นแพลทฟอร์มที่รองรับการอัพเกรดได้ในอนาคต

amd.jpg

 ระบบต่างๆ ของ AMD 7th Generation

เดสก์ท็อป HP EliteDesk 705 G3 Series ที่จะเปิดตัวนั้นมีทั้งแบบ microtower, small-form factor (SFF) หรือ mini-form factor มอบคุณค่าที่น่าประทับใจให้กับองค์กรธุรกิจ ด้วยความทรงประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และบริหารจัดการได้ คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป EliteDesk ยังมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย HP Sure Start ที่ให้การปกป้องการกำหนดค่า BIOS และควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายในการใช้งาน ซึ่งช่วยปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณและให้ความมั่นใจว่าจะคงประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วยระบบตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดและการกู้คืน ในกรณีที่ BIOS ถูกโจมตีหรือเกิดความเสียหาย นอกจากนี้เดสก์ท็อปยังมีระบบ TPM 2.0 เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เสริมความปลอดภัยทางกายภาพอย่างครบวงจรของเอชพี จึงทำให้เดสก์ท็อปเหล่านี้มีโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่รัดกุมถึงสามระดับด้วยกัน

โปรเซสเซอร์ 7th Generation AMD PRO มุ่งมั่นมอบประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ที่ดีที่สุด และโอกาสในการจัดการกับเวิร์คโหลดสำคัญๆ รวมถึงได้เตรียมความพร้อมให้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ในอนาคตได้ไว้แล้ว

 

 

 

ServisHero ร่วมมือกับ Grab เพิ่มทางเลือกการเดินทาง ผู้ให้บริการในระบบให้มีความคล่องตัวมากขึ้น


GrabServisHero.jpg

เซอร์วิสฮีโร่ (ServisHero) ผู้นำในตลาดผู้ให้บริการ ช่องทางออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมมือกับ แกร็บ (Grab)  ผู้นำแอปพลิเคชั่นในการเรียกรถโดยสาร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อให้บริการเรียกรถโดยสารกับ   ฮีโร่ช่างและแม่บ้านได้ทันทีหลังจากรับงานบนแอปมือถือเซอร์วิสฮีโร่การร่วมมือกันในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า บริษัทสตาร์ทอัพในธุรกิจ On-demand service ด้วยกันนั้น สามารถทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

“เซอร์วิสฮีโร่ ได้พยายามมองหาทุกวิถีทางที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งทางฝั่งผู้บริโภคและผู้ให้บริการ (ฮีโร่) จุดมุ่งหมายหลักของเราคือการสนับสนุนผู้ให้บริการรายย่อยมีโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น การร่วมมือกับ Grab ครั้งนี้ฮีโร่ของเราจะสามารถเดินทางไปทำงานให้ลูกค้าได้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมพวกเรามองเห็นความนิยมในการใช้แอปเรียกรถโดยสารและความครอบคลุมในการให้บริการในเมืองใหญ่ๆ เซอร์วิสฮีโร่ จึงเล็งเห็นโอกาสในการรวมบริการของ Grab เข้ามาในแอปพลิเคชั่นของ ServisHero PRO app เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับฮีโร่ของเรา” คาร์ล ลู ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการบริหาร ServisHero กล่าว

การเปิดให้บริการ ServisHero ในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้แอปพลิเคชั่นสามารถค้นหาผู้ให้บริการโดยตอบคำถามเพียงแค่ไม่กี่ข้อเกี่ยวกับบริการและสถานที่ที่ต้องการรับบริการ เพียงแค่นี้ผู้เรียกใช้บริการก็จะได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปมือถือเมื่อได้รับใบเสนอราคาจากเหล่าฮีโร่ผู้ให้บริการในพื้นที่ก่อนตัดสินใจเลือกจ้างฮีโร่ได้ตามต้องการ การเชื่อมต่อผู้บริโภคและผู้ให้บริการโดยตรงบนแอปพลิเคชั่นนี้เซอร์วิสฮีโร่ได้ช่วยลดความล่าช้าของบริการ เพิ่มความชัดเจนในการสื่อสารและที่สำคัญยังเพิ่มความโปร่งใสเรื่องราคาและบริการที่ตรงไปตรงมา

การรวมบริการระหว่าง ServisHero และ Grab ในครั้งนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถพึ่งพาเครือข่ายรถโดยสารของ Grab ในการเดินทางไปที่หน้างานได้อย่างรวดเร็วตรงเวลา ทันทีที่ลูกค้ากดยืนยันการใช้บริการฮีโร่ของเราสามารถเลือกกดเรียกรถโดยสารได้ทันทีในแอปได้เลย ร่นระยะเวลาในการหารถเดินทาง จึงสามารถให้บริการที่มีคุณภาพได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางอีกต่อไป

“พวกเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับเซอร์วิสฮีโร่สตาร์ทอัพชั้นนำที่มุ่งมั่นในการให้โอกาสแก่ผู้ให้บริการรายย่อย โดย Grab สามารถร่วมให้บริการที่เราถนัดเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่ฮีโร่ในการเดินทางไปยังหน้างาน ปัจจุบัน Grab ถือเป็นผู้นำ  แอปเรียกรถโดยสารในระดับภูมิภาค ซึ่งมีผู้ให้บริการรถโดยสารในระบบกว่า 400,000ราย ให้บริการลูกค้ามากกว่า 21 ล้านคน ใน 31 เมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเราจัดหาระบบขนส่งที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย พวกเราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น เพื่อขยายเครือข่ายระบบขนส่งผู้โดยสารของเราให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ” รูเบ็น ไล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Grab กล่าว

ในการร่วมมือกันครั้งนี้ เหล่าฮีโร่ผู้ให้บริการของเซอร์วิสฮีโร่สามารถเรียกรถโดยสารของ Grab ได้ผ่าน ServisHero PRO app สำหรับ Grab เองที่มีพื้นฐานด้านการขนส่งที่หลากหลาย และได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากมาย ทำให้ Grab สามารถขยายเขตพื้นที่ให้บริการเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างๆได้อย่างทั่วถึง

 

 

เอปสันหนุนโปรเจ็กต์ “Zhuang” เปลี่ยนประสบการณ์ช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นในสิงคโปร์


 

epson1

เอปสัน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโปรเจ็กเตอร์อันดับหนึ่งของโลก 15 ปีซ้อน เผยความสำเร็จในการขยายตลาดสู่วงการแฟชั่นเอเชีย โดยโปรเจ็กเตอร์เอปสันได้รับเลือกให้เข้าร่วมในการจัดแสดงสินค้าแฟชั่นของเหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังสิงคโปร์ ภายใต้โปรเจ็ก “Zhuang” หรือ “บ้านแห่งดีไซเนอร์สิงคโปร์” ที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์สิ่งทอและแฟชั่นแห่งสิงคโปร์, TANGS ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และคณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โปรเจ็กเตอร์ของเอปสันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในวงการแฟชั่น เนื่องจากเจ้าของแบรนด์สินค้าและดีไซเนอร์ต่างหันกลับมาให้ความสำคัญกับการพรีเซนต์สินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับจอภาพสี่เหลี่ยมเพราะต้องการถ่ายทอดถึงความคิดสร้างสรรค์ เอกลักษณ์ของแบรนด์และตัวดีไซเนอร์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงยังช่วยสร้างการจดจำต่อแบรนด์สินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้าที่ได้เลือกใช้โปรเจ็กเตอร์ในการจัดแสดงสินค้าแฟชั่นและสินค้าที่เน้นขายไอเดีย เพื่อดึงดูดความสนใจและกระตุ้นความต้องการของผู้ซื้อสินค้าให้เพิ่มขึ้น การที่เอปสันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโปรเจ็ก “Zhuang” นี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการเปิดตัวเอปสันในวงการแฟชั่นและวงการธุรกิจค้าปลีกในเอเชีย”

“โปรเจ็กต์ Zhuang หรือ “บ้านแห่งดีไซเนอร์สิงคโปร์” ถือว่าเป็นโปรเจ็กใหม่ ที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์สิ่งทอและแฟชั่นแห่งสิงคโปร์ และTANGS ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเกาะสิงคโปร์บนถนนออร์ชาร์ด โดยความร่วมมือของ คณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ที่ต้องการผสมผสานแฟชั่นเข้ากับงานศิลปะและเทคโนโลยี เพื่อสร้างสรรค์ รูปแบบการจัดแสดงและการนำเสนอขายสินค้าแฟชั่นที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร และสามารถดึงดูดผู้ซื้อให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้”

“ผลงานของเหล่าดีไซเนอร์นั้น จะถูกจัดแสดงผ่านโปรเจ็กเตอร์ความสว่างสูงของเอปสัน ด้วยเทคนิค 3D Mapping โดยการเปลี่ยนคอลเล็กชั่นในแต่ละชุดของดีไซเนอร์ จะใช้การฉายภาพของชุดลงบนหุ่น รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศใน Pop-up shop ที่เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของดีไซเนอร์ ซึ่งโปรเจ็กเตอร์เอปสันที่ใช้จะมีตั้งแต่รุ่น EB-G6970WU, EB-G6900, EB-585Wi Ultra short throw และ EB-4650” นายยรรยง กล่าว

Pop-up shop จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 กันยายนนี้ ไปจนถึงกลางเดือนเมษายน 2560 ที่ชั้น 4 ของ ห้างสรรพสินค้า TANGS ที่ Tang Plaza นอกจากนี้พื้นที่ชั้น 2 ของห้างฯ จะเปิดเป็นศูนย์รวมของแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่น โดยจำหน่ายภายใต้แบรนด์ 庄 หรือ Zhuang ซึ่งแบรนด์แฟชั่นที่มาร่วมเปิดใน Pop-up shop นี้ ประกอบด้วยแบรนด์เสื้อผ้า อย่าง Frontrow by Klarra, Mash Up, Revasseur และ Ying The Label

และแบรนด์เครื่องประดับ อย่าง CN Collectiv และ Handbags by Desti Saint รวมถึงผลงานชนะรางวัลการประกวดอย่างแบรนด์ Supermama, Desinere และ Hinika by Jarrod Lim และแบรนด์สำหรับนักสะสมจาก Love SG, Now & Then, The Farm Store และ The Little Drom Store หรือแม้แต่สินค้าประเภทเทียนอย่าง Hush Candle และน้ำหอม Code Deco เป็นต้น

สูตรสำเร็จพิชิตผู้บริโภคช่วงเทศกาลกินเจ


img_0240
ในทุกปีจะมีช่วงเวลาสำคัญช่วงหนึ่งในปฏิทินไทยนั่นคือเทศกาลกินเจที่ผู้คนทั่วประเทศร่วมฉลองด้วยการถือศีลกินเจ โดยจะมีฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต เทศกาลนี้เป็นอะไรมากกว่าการกินผักหรืองดบริโภคเนื้อสัตว์ การถือศีลกินเจที่มีมาอย่างเนิ่นนานกินเวลาทั้งหมด 9 วัน ซึ่งในระหว่างนี้คนที่ร่วมกินเจจะงดกินเนื้อ ชำระทั้งร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

ตลอดเวลา 9 วันนี้ คนไทยต่างร่วมชื่นชมขบวนแห่ที่มีวัฒนธรรมจีนหยั่งรากฝังลึกไว้มาเป็นเวลายาวนาน — พวกเขารับชมรับรู้ผ่านวิดีโอ ถ้าเป็นในอดีตกิจกรรมลักษณะนี้ก็คงเป็นคนมากมายมามุงดูจากหน้าจอทีวี แต่วันนี้มันหมายถึงการเปลี่ยนมาดูผ่านจอแบบอื่นที่ 7 ใน 10 ของคนไทยมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา — ซึ่งก็คือสมาร์ทโฟนนั่นเอง (Consumer Barometer)

เราจัดทำการวิจัยเพื่อมองย้อนกลับไปว่าบน YouTube มีอะไรที่พูดถึงเทศกาลกินเจปีที่แล้วบ้าง เพื่อดูว่ามีข้อมูลเชิงลึกอะไรบ้างที่เราพบเพื่อให้นักการตลาดได้นำไปพิจารณาเพื่อเข้าถึงผู้ชมในช่วงเวลาของเทศกาลนี้ นี่คือข้อมูลเชิงลึก 3 อันดับแรก:

Insight #1: คนไทยจำนวนมากดู YouTube ในช่วงเทศกาล
ปีที่แล้วจำนวนการชมเนื้อหาเกี่ยวกับเทศกาลกินเจโตขึ้นถึง 93% เมื่อเทียบกับปี 2015 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือเวลารวมของการชมเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร และที่มาจากครีเอเตอร์ดังๆ ที่พูดถึงเทศกาลกินเจก็สูงสุดในช่วงปี

Insight #2: ผู้ชมที่สนใจในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจเป็นนักช้อปตัวยง
เทศกาลกินเจเป็นช่วงฤดูกาลที่มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างคับคั่งในประเทศไทย และพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่าน YouTube แม้ว่าผู้ชมอาจจะอาศัยช่องทาง YouTube ในการชมคอนเทนท์ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้ ซึ่งมีทั้ง นักชิม คนรักบ้าน กูรูความงาม หรือแม้แต่สาวกสังคมออนไลน์และต้องไม่ลืมกลุ่มนักช้อปทั้งหลายด้วย

Insight #3: ที่น่าสนใจแท้จริงแล้วการกินเจมักเริ่มต้นก่อนเทศกาลและกินเวลายาวกว่าวันสิ้นสุดเทศกาล
จำนวนเวลาการรับชม YouTube และคำค้นมีปริมาณการใช้งานสูงมากในช่วงสัปดาห์ที่เกิดเทศกาลแต่เมื่อดูความสนใจที่ไต่ระดับขึ้นก่อนหน้านั้นและลดลงหลังช่วงเทศกาลดังกล่าว อย่างไรก็ดีพวกเขายังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องมาแชร์ นักการตลาดสามารถเข้าถึงผู้ชมที่ชอบการกินเจ ดังนั้นการดึงผู้ชมไม่ควรเริ่มต้นระหว่างการเกิดเทศกาล แต่ควรทำตั้งแต่ก่อนและหลังเทศกาล

นักการตลาดสามารถใช้ฟีเเจอร์ต่างๆ ของ YouTube เข้าถึงกลุ่มผู้ชมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โฆษณาแบบ Bumper ที่ไม่สามารถกดข้ามได้ใน 6 วินาทีแรก เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ชม ไปจนถึงการใช้แบนเนอร์ขนาดใหญ่บนหน้าหลักหรือ Mastheads และโฆษณาที่สามารถกดข้ามได้หรือที่เรียกว่า “TrueView” เพิ่อขยายเวลาในการชมเนื้อหาที่น่าสนใจของโฆษณาได้มากขึ้น เลือกทำคอนเทนท์ให้ตรงกับความสนใจของผู้บริโภคช่วงเทศกาลกินเจและเทศกาลต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดปี

เอไอเอสประกาศแต่งตั้งกรรมการผู้อำนวยการ


img_0237

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ประกาศแต่งตั้งผู้บริหาร นาย ฮุย เวง ชอง ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการ (President) อีก 1 ตำแหน่ง ควบคู่กับตำแหน่ง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ โดยรับผิดชอบงานด้านการตลาด, การดูแลลูกค้าและบริการ, การพัฒนาโครงข่าย รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันส์ใหม่ๆ ในการให้บริการดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้มีความแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559
นาย ฮุย เวง ชอง สำเร็จการศึกษาปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ จาก The International Business Education and Research Program จากมหาวิทยาลัย Southern California ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยร่วมงานกับเอไอเอสมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลาร่วม 10 ปี

เผยตลาดหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์โตไม่หยุด ครองแชมป์ตลาดโลก


img_0238

สมาพันธ์หุ่นยนต์นานาขาติ หรือ ไอเอฟอาร์(International Federation of Robotics (IFR)เผยแพร่รายงานสถานการณ์ตลาดผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์โลกประจำปี 2559 โดยคาดการณ์ว่า หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์(collaborative robots หรือ cobots)ซึ่งมีขนาดเล็กกะทัดรัดและใช้งานง่ายจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในตลาดเครื่องจักรกลออโตเมชั่นรายงานระบุว่ายอดขายหุ่นยนต์เพื่องานผลิตต่อปีทั่วโลกจะเติบโตอย่างน้อยเฉลี่ย 13 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2562 โดยหุ่นยนต์ประเภทที่ทำงานร่วมกับมนุษย์จะเป็นดาวเด่นเพราะทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ราบรื่น ปราศจากข้อจำกัดและยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย
นายแดเนียลฟริส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ ยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อมูลในรายงานดังกล่าวเนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการขจัดความยุ่งยากซับซ้อนในอดีตที่มนุษย์ต้องประสบเมื่อใช้งานหุ่นยนต์หรือการพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีราคาถูกลง”
“ปัจจุบัน หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ ของยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ถูกใช้งานอยู่ทั่วโลกแล้วกว่า10,000ตัว ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหุ่นยนต์ประเภทนี้ที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมเทคโนโลยีด้านออโตเมชั่น เราช่วยให้องค์กรขนาดเล็กและกลางเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้โดยการที่หุ่นยนต์ของเรามีระยะเวลาการคืนทุนเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม”
“สมาพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (ไอเอฟอาร์) ได้ทำนายว่า อุตสาหกรรมที่จะนำหุ่นยนต์มาทำงานร่วมกับมนุษย์มาใช้เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญของยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์”
นายฟริส กล่าวว่า “ปัจจุบัน หุ่นยนต์ของเราถูกนำไปใช้งานในสายการผลิตยานยนต์เพิ่มมากขึ้น โดยทำงานควบคู่กับพนักงานในโรงงาน และช่วยผ่อนแรงของพวกเค้าในงานหยิบจับสิ่งของซ้ำๆ ที่ก่อให้เกิดความเมื่อยล้าและก่อปัญหากับสรีระ เรามีตัวอย่างกรณีศึกษาว่าหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์สามารถเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการฉีดขึ้นรูปได้ถึง 4 เท่า ได้อย่างไรและหุ่นยนต์แขนกลตั้งโต๊ะรุ่น UR3 สามารถใช้ในการประกอบชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีน้ำหนักเบา อาทิ การหยิบจับแผงวงจร ได้อย่างไร”
สมาพันธ์ ไอเอฟอาร์ ยังคาดการณ์ว่าตลาดหุ่นยนต์จะเติบโตต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียโดยรายงานล่าสุดระบุว่าปริมาณซัพพลายของหุ่นยนต์เติบโตขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ ในขณะที่ มีการคาดการณ์ว่าการติดตั้งหุ่นยนต์จะเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ โดยประเทศจีนจะเป็นตลาดหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ่นยนต์ของโลกเติบโตโดยคาดว่าจะมีปริมาณการติดตั้งใช้งานหุ่นยนต์ในประเทศจีนเป็นสัดส่วนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2562
“เอเชียเป็นตลาดสำคัญของเรา เราเปิดบริษัทสาขาที่เซี่ยงไฮ้ในปี 2556 และแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายในภูมิภาคต่างๆ ที่ลูกค้าใช้งานหุ่นยนต์ของเราอยู่เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์และทดแทนการใช้แรงงานคนในการทำงานที่ต้องทำซ้ำๆ ซึ่งหลายโรงงานประสบปัญหาแรงงานประเภทนี้หายาก”
นายฟริส ยังกล่าวว่าความต้องการสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคทั่วโลกผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยต้องผลิตอย่างสม่ำเสมอและมีสินค้าต่อเนื่องยั่งยืน
“เมื่อไม่นานมานี้ ยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ ได้เปิดตัวโชว์รูมออนไลน์เพื่อนำเสนออุปกรณ์ที่ใช้ต่อเข้ากับข้อมือหุ่นยนต์สำหรับงานประเภทต่างๆรวมทั้ง ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงและอุปกรณ์เสริมจากกลุ่มนักพัฒนาบุคคลที่สามซึ่งพัฒนาอุปกรณ์ให้เข้ากับระบบนิเวศของยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ และทำงานเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยมกับหุ่นยนต์ของเรา โชว์รูมนี้ช่วยให้ นักวางระบบ ผู้แทนจำหน่ายและลูกค้าของบริษัทมีความเข้าใจในการทำงานของหุ่นยนต์เป็นอย่างดีและมีความพร้อมในการใช้งานหุ่นยนต์ได้ทันทีที่ติดตั้งหุ่นยนต์ตัวต่อไปจะเสร็จสมบูรณ์”นายฟริส กล่าว
นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้ของยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์(UR Academy) แห่งใหม่ ยังช่วยส่งเสริมตลาดของ ยูนิเวอร์ซอล โรบอตส์ โดยเปิดสอนผ่านระบบอี-เลิร์นนิ่งเกี่ยวกับโปรแกรมพื้นฐานของหุ่นยนต์ ได้แก่ การต่ออุปกรณ์เข้ากับข้อมือหุ่นยนต์ การเชื่อมต่อระบบ I/Osเพื่อสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอกและการติดตั้งโซนเพื่อความปลอดภัยซึ่งบริษัทฯ คาดหวังว่าการริเริ่มศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนยุคอินดัสตรี้ 4.0
นายฟริส กล่าวว่า “นับเป็นประวัติการณ์ที่มีโมดูลการสอนที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริงและเป็นการเรียนแบบอินเตอร์แอคทีฟ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีไลเซนส์เพื่อสมัครเรียน ศูนย์การเรียนรู้ของเราเป็นทูลส์สำคัญซึ่งช่วยให้เราส่งผ่านความรู้สู่ตลาดว่าเทคโนโลยีสามารถตอบรับความท้าทายทางธุรกิจได้อย่างไร และเนื่องจากภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางในด้านการผลิตของโลก การให้ความรู้กับผู้ใช้งานหุ่นยนต์และโปรแกรมเมอร์ในอนาคตเสียแต่ตอนนี้เพื่อเชื่อมต่อช่องว่างต่างๆ จึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง”